Day trip in Vientiane

DSC_1816

เวียงจันทน์ เมืองหลวงของสปป.ลาว เมืองที่ใกล้กับประเทศไทยเพียงแค่ลำน้ำโขงกั้น เมืองที่ยังคงมีวัดวาอารามอายุเก่าแก่ เมืองที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ของผู้คนในลุ่มน้ำโขง เมืองที่ผ่านวันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคอาณาจักรล้านช้าง สู่ยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ก่อนจะมาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในทุกวันนี้


การเดินทางสู่เวียงจันทน์มีวิธีให้เลือกหลากหลาย ทั้งการนั่งรถโดยสารประจำทางหรือรถไฟมาลงหนองคายแล้วผ่านด่านที่สะพานมิตรภาพ หรือจะนั่งเครื่องบินมาลงอุดรธานี แล้วนั่งรถโดยสารสาย อุดรธานี-นครหลวงเวียงจันทน์ แต่วิธีที่สะดวกสบายที่สุดคงหนีไม่พ้นการนั่งเครื่องบินมาลงยังสนามบินนานาชาติวัดไต ที่กรุงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นวิธีที่ผมใช้ในการเดินทางครั้งล่าสุดนี้

เที่ยวบินของผมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากการบินไทย เป็นเที่ยวบิน TG570 กรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ ในชั้นธุรกิจ Royal Silk Class ออกเดินทางในเวลาเกือบเที่ยง เรียกได้ว่าเป็นเวลาที่สบายๆไม่ต้องตื่นเช้ามาก แต่เนื่องจากมีอุบัติเหตุบนถนนมอเตอร์เวย์ทำให้รถค่อนข้างติด กว่าจะไปถึงสนามบินก็เกือบ 10 โมงแล้ว ตอนนั้นเริ่มเครียดเพราะประสบการณ์จากรอบก่อนที่บินกับสายการบินจากตะวันออกกลางไปลอนดอน คราวนั้นต้องรอแถวเช็คอินนานมากจนเกือบตกเครื่อง พอมาถึงอาคารผู้โดยสารผมจึงรีบตรงดิ่งเข้าไปยังช่อง A ซึ่งเป็นช่องสำหรับชั้นธุรกิจ Royal Silk Class แต่แล้วก็ต้องแปลกใจในความรวดเร็ว เพราะสามารถเข้าเช็คอินได้ทันที แถมยังมีที่นั่งสบายๆขณะเช็คอินอีกด้วย ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ได้บัตรโดยสารมาเรียบร้อย

หลังจากนั้นสามารถเดินเข้าช่องพิเศษ Fast Track เพื่อผ่านขั้นตอนการสแกนกระเป๋าและพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งใช้เวลาน้อยมากคือเรียกว่าไม่เกิน 5 นาที เพราะช่องนี้เป็นช่องสำหรับผู้โดยสารการบินไทยในชั้น Royal Silk Class และ Royal First Class เท่านั้น แถมแค่ผ่าน ตม.ออกมาก็เจอกับทางเข้าเลาจน์ของการบินไทยเลย ผมรีบเดินเข้าไปหาอะไรรองท้องหน่อยเพราะรีบมาจากบ้านจนยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้า อาหารในเลาจน์มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งของคาวหวาน รวมถึงเครื่องดื่ม เรียกได้ว่าอิ่มกันก่อนเดินทางเลย เสียดายที่วันนี้มาถึงช้าไปหน่อย มิฉะนั้นจะได้ลองใช้บริการสปา Royal Orchid Spa ที่การบินไทยจัดไว้สำหรับผู้โดยสาร Royal Silk Class และ Royal First Class แล้วครับ

ข้อดีอีกอย่างของเลาจน์การบินไทย คือทำเลที่ใกล้กับทางขึ้นเครื่องของการบินไทยมาก ทำให้พอถึงเวลาขึ้นเครื่องก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินไกลอย่างเลาจน์อื่นที่ผมเคยใช้บริการมา เรียกได้ว่าเดินชิวๆขึ้นเครื่องได้เลย เครื่องบินของรอบนี้เป็นเครื่อง Airbus A330-300 ขนาด 305 ที่นั่ง ที่นั่งในชั้นธุรกิจมีอยู่ 42 ที่นั่ง เป็นที่นั่งใหญ่ที่สามารถปรับเอนนอนราบได้เลย แต่ครั้งนี้ใช้เวลาบินเพียง 50 นาที ผมคงยังไม่ได้ใช้เป็นแน่ เพราะเพียงเครื่องทะยานขึ้นเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาอาหารที่มาเป็นชุดทั้งข้าว ของว่าง ของหวาน เรียกว่ายังไม่หายอิ่มจากเลาจน์ก็ได้เวลากินอีกแล้ว หลังจากมื้ออาหารไม่นานนักผมก็มาถึงสนามบินนานาชาติวัดไตเป็นที่เรียบร้อย

หลังจากผ่านพิธีการต่างๆผมก็เดินออกมายังอาคารผู้โดยสาร สายตาสอดส่องป้ายชื่อจากโรงแรมที่นัดแนะให้มารับ มองซ้ายมองขวาก็ไม่เจอ เดินวนไปวนมา ยืนรอซักพักจนแน่ใจว่าไม่มาแน่ๆเลยเรียกแท็กซี่ไปโรงแรมเองก็ได้ แท็กซี่ที่สนามบินเหมามาส่งภายในเมืองราคา 50000 กีบ ผมเคยลองเดินออกมาพยายามเรียกตุ๊กตุ๊กด้านนอกสนามบิน ปรากฏว่าราคาไม่ต่างกันเท่าไหร่เลยแถมยังรับผู้โดยสารตลอดทาง แนะนำให้เรียกจากสนามบินคุ้มสุดครับ ส่วนเงินกีบสามารถแลกได้ในสนามบินหรือจะไปแลกในแถบเมืองเก่าก็มีให้แลกหลายที่ครับ ส่วนซิมโทรศัพท์ซื้อได้จากเคาน์เตอร์ในสนามบินได้เลยครับ มีทั้งซิมแบบเนตอย่างเดียว หรือแบบทั้งเนตทั้งโทรก็มีครับ ค่าแพ็กเกจของที่ลาวราคาไม่แพงเท่าไหร่

จากสนามบินผมมุ่งหน้าสู่ โรงแรมสบายดี@ลาว ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หลังจากทักทายสะบายดีกับรีเซฟชั่นเป็นทีเรียบร้อย ก็ได้เวลาหยอดคำหวาน ว่าน้องลืมไปรับพี่ที่สนามบินหรือเปล่า รีเซฟชั่นสองคนมองหน้ากันพร้อมกับขอโทษขอโพยใหญ่ ถ้าไม่นับการลืมไปรับที่สนามบินแล้ว โรงแรมนี้ถือว่าใช้ได้เลยครับ ทั้งสะอาด ตกแต่งเรียบๆโล่งๆ เพราะโดยส่วนตัวไม่ชอบห้องพักที่ตกแต่งแบบทึมๆสลัวๆดู Exotic ซึ่งสำหรับผมดูน่ากลัวเกินไป แถมคราวนี้นอนคนเดียวอีกด้วย ข้อดีของที่นี่อีกอย่างคืออยู่ใกล้ที่เที่ยวที่กินมาก เรียกว่าสามารถเดินไปย่านเมืองเก่าได้สบายๆ หลังจากเข้าห้องพักเก็บของได้ซักพัก รีเซฟชั่นทั้ง 2 ก็มาเคาะประตูพร้อมกับมะละกอและสัปปะรดจานใหญ่ นัยว่าเป็นการขอขมาที่ลืมไปรับที่สนามบิน

ก่อนออกเที่ยวเรามาทำความรู้จักกับเวียงจันทน์กันก่อนดีกว่าครับ เวียงจันทน์เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงย้ายราชธานีของล้านช้างจากหลวงพระบางมายังเวียงจันทน์เมื่อปี พ.ศ.2103 แม้ต่อมาอาณาจักรล้านช้างจะแตกออกเป็น 3 อาณาจักร แต่เวียงจันทน์ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ แต่ด้วยผลของสงครามในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งสงครามกับสยาม และสงครามจากการรุกรานของกองทัพจีนฮ่อ ส่งผลให้เวียงจันทน์ได้รับความเสียหายถึงขั้นถูกปล่อยเป็นเมืองร้างไปชั่วระยะหนึ่ง พอถึงยุคอาณานิคม ฝรั่งเศสได้กำหนดให้เวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของลาวและเป็นศูนย์กลางการปกครองและการค้าของประเทศนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ในการเที่ยวเวียงจันทน์สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปอาจต้องวางแผนเรื่องช่วงเวลากันสักนิด เพราะที่เที่ยวบางแห่งเหมาะกับการถ่ายภาพช่วงเช้า บางแห่งเหมาะกับช่วงบ่าย ดังเช่น หอพระแก้ว วัดสีสะเกดและพระธาตุหลวง ต้องแสงตอนบ่ายเท่านั้น ส่วนประตูชัย วัดองตื้อ และวัดใกล้เคียงในเขตเมืองเก่า ต้องแสงเช้าเพราะตัวอาคารหันไปทางทิศตะวันออก ส่วนการเดินทางภายในเวียงจันทน์ ถ้าจะจ้างตุ๊กตุ๊ก ควรเหมาให้พาเที่ยวรอบเมืองโดยต้องต่อรองให้ดีครับ เพราะราคาค่อนข้างสูงทีเดียว ส่วนผมเองใช้วิธีเดินกับขี่จักรยานเอา ค่าเช่าจักรยานที่นี่ไม่แพงมาก ประมาณ 45 บาทต่อ 24 ชั่วโมง สามารถหาเช่าได้แถบเมืองเก่า

สภาพอากาศที่เวียงจันทน์ก็คล้ายกับทางภาคอีสานบ้านเรา คือฤดูหนาวจะเย็นสบายเหมาะแก่การมาเที่ยวมากที่สุด ส่วนฤดูร้อนอย่างที่ผมมาก็ร้อนจริงร้อนจังครับ ดีหน่อยที่เวียงจันทน์เป็นเมืองติดแม่น้ำโขง ทำให้พอมีลมพัดตลอดเวลา แถมเขตเมืองเก่ายังคงมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังอาบเหงื่อทุกวันจนขี้เกลือขึ้นเสื้อเลยครับ

สำหรับข้อมูลที่เที่ยวแต่ละแห่งผมรวบรวมสถานที่สำคัญๆมาให้เป็นหัวข้อๆดังนี้ครับ

1. พระธาตุหลวง เป็นเจดีย์ที่สำคัญที่สุดของล้านช้าง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่รายล้อมด้วยเจดีย์บริวาร 30 องค์ เนื่องจากพระธาตุหลวงตั้งอยู่ห่างจากเขตเมืองเก่าประมาณ 4 กิโลเมตร แนะนำให้ขี่จักรยานหรือจ้างรถสามล้อ ส่วนเวลาที่เหมาะสม ถ้าอยากถ่ายภาพด้านหน้าองค์พระธาตุโดยไม่ย้อนแสง ต้องไปในช่วงบ่ายครับ


2. อนุสาวรีย์พระเจ้าฟ้างุ่ม ตั้งอยู่บนเส้นทางจากสนามบินสู่ตัวเมืองเวียงจันทน์ พระเจ้าฟ้างุ่ม เป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างร่มขาว ผู้รวบรวมดินแดนล้านช้างจนเป็นปึกแผ่นและยังเป็นผู้นำพระพุทธศาสนามาสู่ดินแดนล้านช้างอีกด้วย เนื่องจากอนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ก่อนถึงใจกลางเมือง แนะนำให้ขี่จักรยานไปนะครับเพราะผมลองเดินไปก็ไกลอยู่ เรียกเหงื่อได้เยอะเลย


3. วัดองค์ตื้อ วัดที่ประดิษฐานพระเจ้าองตื้อ พระคู่บ้านคู่เมืองเวียงจันทน์ที่มีประวัติการสร้างมาแต่ครั้งสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเมื่อกว่า 400 ปีมาแล้ว คำว่าตื้อเป็นหน่วยชั่งตวงในสมัยโบราณ เทียบได้กับ 1000 กิโลกรัม อันเป็นน้ำหนักของทองคำที่เชื่อว่าใช้หล่อพระพุทธรูปองค์นี้


4. พระธาตุดำ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเวียงจันทน์ มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆัง 8 เหลี่ยม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 22


5. อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะริมแม่น้ำโขง เจ้าอนุวงศ์เป็นกษัตริย์แห่งล้านช้างเวียงจันทน์ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 เหตุการณ์สู้รบระหว่างกองทัพล้านช้างของเจ้าอนุวงศ์กับกองทัพสยามเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลระหว่างสองชาติ เพราะต่างมีมุมมองที่แตกต่างกัน โดยสยามมองว่าเป็นการปราบกบฎแต่ทางฝ่ายล้านช้างมองว่าเป็นการพยายามประกาศอิสรภาพของอาณาจักรล้านช้างแม้ผลลัพธ์จะจบลงด้วยโศกนาฎกรรมก็ตาม


6. วัดสีสะเกด เป็นวัดแห่งเดียวในเวียงจันทน์ที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลายระหว่างสงครามกับสยามในเหตุการณ์เจ้าอนุวงศ์ และการรุกรานของกองทัพจีนฮ่อ สิมของวัดสีสะเกดมีลักษณะเป็นสิมแบบเวียงจันทน์ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบรัตนโกสินทร์


7. หอพระแก้ว วิหารที่ครั้งหนึ่งเคยประดิษฐานพระแก้วมรกต ก่อนจะถูกอัญเชิญมายังกรุงธนบุรีในสมัยพระเจ้าตากสินฯ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสกุลช่างเวียงจันทน์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแบบรัตนโกสินทร์เช่นเดียวกับสิมวัดสีสะเกด


8. ประตูชัย สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2500 เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามอินโดจีน โดยเป็นการนำวัตถุดิบที่ทางอเมริกาเตรียมไว้สำหรับสร้างสนามบินมาสร้างเป็นอาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประตูชัยเมืองปารีส โดยมีการผสมผสานศิลปะแบบล้านช้างเข้ามาอย่างลงตัว ภายในประตูชัยสามารถขึ้นมายังชั้นบนเพื่อชมวิวเมืองเวียงจันทน์ในมุมสูงได้


9. วัดสีเมือง วัดเก่าแก่ของเวียงจันทน์ เป็นที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองที่มีตำนานของนางสี หญิงท้องผู้ยอมถูกฝังทั้งเป็นเพื่อสังเวยชีวิตในการตั้งเสาหลักเมืองแห่งนี้

สำหรับอาหารการกินในเวียงจันทน์ มีให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่ร้านอาหารหรูยันแผงขายอาหารข้างทาง ร้านอาหารส่วนมากกระจายตัวอยู่ในแถบเมืองเก่าหรือใกล้กับย่านน้ำพุ ร้านอาหารมีให้เลือกทั้งอาหารฝรั่งเศส อาหารลาว ไทย หรือแม้แต่อาหารญี่ปุ่น ส่วนใครที่ชอบอาหารเวียดนามผมแนะนำร้านแหนมเนืองเวียงสะหวัน เป็นร้านแหนมเนืองชื่อดังในย่านเซ็นเตอร์พอยท์ สามารถเดินไปได้จากเขตเมืองเก่า


นอกจากแหนมเนืองแล้ว ย่านเซ็นเตอร์พอยท์ในเวลาเย็นยังเต็มไปด้วยแผงขายอาหารนานาชนิด แต่ที่ผมติดใจคือร้านน้ำเต้าหู้ตรงสี่แยกเซ็นเตอร์พอยท์ เป็นร้านน้ำเต้าหู้ชื่อดังของเวียงจันทน์ น้ำเต้าหู้ที่นี่มีรสชาติหอมไม่มีกลิ่นฉุน มีให้เลือกว่าจะใส่เฉาก๊วยเข้าไปในน้ำเต้าหู้ด้วย ผมเองมานั่งชิวจิบน้ำเต้าหู้ตอน 6 โมงเย็นของวันกลับ เพราะเที่ยวบินของการบินไทยจะออกจากเวียงจันทน์ตอน 3 ทุ่มครึ่ง หมายความว่าผมสามารถใช้เวลาในวันสุดท้ายนี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะหลังจากชิมน้ำเต้าหู้ แล้วยังมีเวลาเดินกลับโรงแรมเพื่อนั่งรถไปยังสนามบินที่ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น


สำหรับผู้โดยสารการบินไทยชั้น Royal Silk Class และ Royal First Class สามารถใช้เลานจ์ภายในสนามบินนานาชาติวัดไตได้นะครับ เป็นเลานจ์ที่รวมกับสายการบินอื่นและแม้ไม่หรูหราเท่ากับเลานจ์ของการบินไทยที่สุวรรณภูมิ แต่ก็มีของว่าง เครื่องดื่มกับที่นั่งสบายๆรอเวลาขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณการบินไทย สาขาเวียงจันทน์ ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ครับ