Romania #10 Bucovina Churches

อารามเขียนสีแห่งบูโควินา

Bucovina-1

“ชุค…..เชียฟ…..หว่า” พนักงานขายตั๋วรถไฟ พยายามออกเสียงอย่างช้าๆ ชัดๆให้ผมฟัง หลังจากที่ผมพยายามบอกชื่อเมือง แต่พนักงานสาวก็ฟังไม่ออกจนต้องหยิบหนังสือออกมาชี้ชื่อเมืองแห่งนี้

บทเรียนการฝึกออกเสียงจึงเริ่มขึ้นโดยมีเราทั้งสี่เป็นนักเรียนหน้าเคาน์เตอร์  “ชุค…เชีย…ว่า”  “ชุค…เชียฟ…หว่า” เราต่างพยายามออกเสียงสลับกับพนักงานสาวที่พยายามออกเสียงช้าๆ จนในที่สุดก็ออกเสียงชื่อเมืองนี้ได้ใกล้เคียง ถึงแม้จะเพี้ยนๆไปบ้างก็ตาม ซึ่งนอกจากตั๋วรถไฟไปชุคเชียฟว่า ที่เราได้รับมาจากพนักงานสาวแล้ว ก็มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เราต่างแลกเปลี่ยนให้กันและกันอย่างสนุกสนาน

จุดหมายถัดไปซึ่งเรียกว่าเป็นจุดหมายสุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้คืออารามเขียนสีแห่งบูโควินา (ฺBucovina Churches) ที่ตั้งอยู่ไกลออกไปถึงดินแดนมอลดาเวียทางตะวันออกสุดของโรมาเนีย ที่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 7 ชั่วโมงจากเมืองครูจ บนเส้นทางรถไฟที่ตัดผ่านเทือกเขาคาปาเทียนสู่เมืองชุคเชียฟว่า (Suceava) เมืองที่ครั้งหนึ่งคือราชธานีของราชรัฐมอลดาเวีย ราชรัฐที่ร่วมสมัยเดียวกันกับราชรัฐทรานซิลเวเนีย และราชรัฐวัลลัคเฮีย อันเป็นสามราชรัฐที่เป็นดั่งรากเหง้าของโรมาเนียในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงชื่อเมืองหรือแว่นแคว้นต่างๆในดินแดนแถบนี้หลายคนก็อาจเกินอการงุนงงในความสับสนของชื่อเป็นอย่างยิ่งจนบางครั้งเรียกผิดเรียกถูก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผมเองครับ เอาง่ายๆแค่ลำพังบูคาเรสต์ เมืองหลวงของโรมาเนีย กับบูดาเปสต์ที่เป็นเมืองหลวงของฮังการีก็ทำเอาสับสนไปหลายครั้ง

เนื่องจากในอดีต ดินแดนแถบนี้ต่างผ่านศึกสงครามกันมาอย่างโชกโชน ผ่านการถูกแบ่งแยก ถูกผนวกเข้ากับดินแดนอื่นจนผสมปนเปกันไปหมด อย่างดินแดนทางตะวันตกของอดีตราชรัฐมอลดาเวีย ปัจจุบันก็เป็นส่วนหนึ่งของโรมาเนีย ส่วนด้านตะวันออกกลายเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐมอลโดวา คือลำพังแค่ชื่อ มอลดาเวีย กับมอลโดวา แค่นี้ยังชวนให้งงไม่พอครับ เพราะยังมีดินแดนบูโควินาที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายของผมมาช่วยเพิ่มความมึนงงให้อีก เพราะบูโควินาเป็นส่วนหนึ่งของราชรัฐมอลดาเวียในอดีต แต่ปัจจุบันดินแดนทางเหนือของบูโควินาได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน สำหรับด้านใต้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโรมาเนีย ดังนั้นเราจึงได้ยินชื่อ บูโควินาใต้ แต่กลับมีที่ตั้งอยู่เหนือสุดชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือของโรมาเนีย ดังนั้นเวลาได้ยินชื่อที่บอกทิศเหนือใต้ในโรมาเนีย ต้องกลับมามองดูแผนที่ดีๆอีกครั้ง เพราะนี่ยังไม่นับ ดินแดนโดรโบรเกียเหนือ (Northern Dobrogea) อันมีที่ตั้งอยู่ใต้สุดของโรมาเนีย ช่างชวนให้มึนงงกันดีมั้ยครับ  

Sucevita-2

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีรถไฟเมืองครูจในยามบ่าย แดดอุ่นๆลอดผ่านหน้าต่างรถไฟเข้ามายังเราทั้งสี่ที่กำลังสุมหัวกันกินเคบับกันอย่างเมามัน เคบับชิ้นโตใส้ไก่งวงที่กินหมดทีไรเป็นได้จุกทุกที อาหารสัญชาติตุรกีชนิดนี้ได้ชื่อว่าหาซื้อง่าย พกง่าย และที่สำคัญถือราคาย่อมเยาว์เมื่อเทียบกับปริมาณ ดังนั้นจึงเป็นที่ถูกใจของพวกเราเวลาต้องเร่งรีบทำเวลา หรือเวลาหาของขึ้นมากินบนรถไฟเช่นคราวนี้ หลังจากอิ่มหนำจากเคบับที่สอยมาจากร้านใกล้ๆสถานีรถไฟเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาพักผ่อน ต่างคนต่างหามุมสบายของตัวเอง ซึ่งโชคดีที่รถไฟเที่ยวนี้มีผู้โดยสารไม่มากนัก อีกทั้งภายในตู้โดยสารยังแบ่งเป็นห้องปิดมิดชิด ทำให้เราสามารถมีห้องส่วนตัวสำหรับนั่งๆนอนๆกันอย่างสบาย อันที่จริงนักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกเดินทางจากครูจไปชุคเชียฟด้วยรถไฟเที่ยวกลางคืน แต่เพราะมีเสียงร่ำลือกันว่าทิวทัศน์ระหว่างทางสายนี้สวยงามนัก นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ผมเลือกนั่งรถไฟ 7 ชั่วโมงในเวลากลางวัน ถือว่าเป็นการนั่งชมวิวเพลินๆแบบไม่ต้องออกแรงก็ดีครับ ทิวทัศน์บนเส้นทางส่วนใหญ่เป็นภาพของเนินเขาเตี้ยๆที่เขียวขจีไปด้วยทุ่งหญ้าตัดกับท้องฟ้าสีครามเข้ม หมู่บ้านน้อยใหญ่ผ่านเข้ามาสู่สายตา บ้านเรือนที่เห็นแต่ละหลังดูคล้ายกับที่เห็นในพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านทั้งที่บูคาเรสต์และซิบิว เพียงแต่ที่เห็นอยู่นี้คือของจริงที่บ้านเรือนยังคงความเป็นชนบท เกวียนเทียมม้ายังพบเห็นได้ทั่วไป ผมเคลิ้มหลับไปจนรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงครูดดังลั่นจากล้อรถไฟที่เบียดเข้ากับรางเหล็ก รถไฟเคลื่อนที่ช้าจนผมต้องชะโงกออกไปดูจึงรู้ว่าตอนนี้เราอยู่บนสะพานสูงที่ทอดผ่านป่าสนบนเทือกเขาคาปาเทียน เทือกเขาแห่งยุโรปตะวันออกที่ทอดตัวยาวผ่านหลายต่อหลายประเทศ และส่วนหนึ่งของเทือกเขานี้ก็เป็นปราการทางธรรมชาติที่แยกดินแดนทรานซิลเวเนีย กับมอลดาเวียออกจากกัน และขณะนี้ผมก็กำลังเดินทางข้ามผ่านจากทรานซิลเวเนีย สู่มอลดาเวีย บนดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีชนบทที่งดงามนัก และสิ่งที่ชักจูงให้ผู้คนเดินทางมาที่นี่ก็คือเหล่าบรรดาอารามเขียนสีแห่งบูโควินา ที่บอกเล่าถึงแรงศรัทธาแห่งคริสตศาสนานิการออโธดอกซ์ออกมาในรูปของงานจิตรกรรมที่สื่อออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา และสีสันแม้นจะผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม

Sucevita-4

รถไฟมาจอดยังสถานีเมืองชุคเชียฟว่าในเวลาสองทุ่มครี่ง ท้องฟ้าในยามนั้นมืดมิดไปเสียแล้ว ดังนั้นความหวังที่จะนั่งรถเมล์เข้าเมืองก็คงริบหรี่ ป้ายรถเมล์มีแต่ความว่าเปล่า จึงจำใจต้องเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งยังไอรีนโฮสเทล ที่อยู่ใจกลางเมือง เด็กหนุ่มคนขับแท็กซี่รับที่อยู่ของโฮสเทลไปดูพร้อมกับพยักหน้าให้เราขึ้นรถ ผมเองนึกว่าชุกเชียฟวา จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆอย่างชิกิโชอะรา แต่ที่ไหนได้ เพียงแค่วิ่งพ้นสถานีรถไฟไปไม่ไกลเราก็ได้พบกับศูนย์การค้า ขนาดใหญ่หลายแห่ง จนสาวๆอดไม่ได้ที่จะค้อนกันขวับๆ ว่าไหนบอกว่าเป็นเมืองเล็กๆ รู้อย่างนี้จะได้ไม่ต้องขนของฝากจากซุปเปอร์มาร์เกตที่ครูจให้เหนื่อยเปล่า น้องคนขับของเราจากที่ตอนแรกมั่นใจเต็มที่ พอเข้าใกล้ตัวเมืองกลับเริ่มลังเล หยิบที่อยู่ในกระดาษมาดูแล้วดูอีก รถของเราเลี้ยวไปเลี้ยวมาจนผมไม่รู้ว่าจริงแล้วถนนมันคดเคี้ยวเช่นนี้หรือว่าน้องเค้าหลงกันแน่ แต่สุดท้ายก็มาจอดยังหน้าไอรีนโฮสเทล ในสนนราคาตามมิเตอร์แค่ 5 เลย์ ทำเอาเราทั้ง 4 คนตกใจว่าวิ่งมาตั้งไกลทำไมถูกจัง มิเตอร์เสียหรือเปล่าน้อง แต่ก็ไม่กล้าถามออกไปนะครับ

 

ซิเปรียน ผู้เป็นเจ้าของโฮสเทลมายืนต้อนรับเราถึงหน้าประตู โฮสเทลแห่งนี้เป็นเพียงแห่งเดียวที่ผมได้ติดต่อทางอีเมล์ตั้งแต่อยู่เมืองไทย สาเหตุก็คือการเที่ยวชมอารามเขียนสีแห่งบูโควินา ที่กระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านนอกเมืองออกไป ไม่สามารถเดินทางด้วยรถสาธารณะ หรือทำได้ก็ค่อนข้างลำบากคืออาจไปได้แค่วันละ 1 โบสถ์ ดังนั้นผมจึงติดต่อกับซิเปรียนในการที่จะใช้บริการเพิ่มเติมในเรื่องของทัวร์เที่ยวโบสถ์ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเราได้ตกลงกับทางซิเปรียนไว้เป็นที่เรียบร้อย ทั้งโปรแกรมท่องเที่ยว และราคาที่พยายามขอลดยังไง ซิเปรียนก็ไม่ยอมให้ซักเลย์ 

 

หลังจากเก็บของเข้าห้องพัก จ่ายเงินค่าทัวร์ค่าห้องพักเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาอาหารเย็นที่มาช้ากว่าปกติค่อนข้างมาก ซิเปรียนช่วยแนะนำร้านอาหารกึ่งผับให้เราซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นร้านเดียวในใจกลางเมืองที่ยังคงเปิดอยู่ สองข้างทางภายในเมืองดูเงียบเชียบ หน้าร้านอาหารมีป้ายโฆษณาไอรีนโฮสเทลของซิเปรียนติดไว้หรา บรรยากาศภายในร้านดูสลัวๆเหมือนเป็นสถานที่อโคจรที่ผู้คนมานั่งสังสรรค์กัน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็มากันเป็นครอบครัว ลูกเล็กเด็กแดงนั่งกันเต็มร้าน พวกผมเองที่หิวจนหน้ามืดพอๆกับความมืดภายในร้านจึงสั่งอาหารกันมาเต็มโต๊ะ เรียกว่าถือคติกินกันเต็มที่อีกแล้ว พออิ่มหนำเป็นที่เรียบร้อยก็ต้องเดินข้ามถนนไปซื้ออาหารเช้าเล็กๆน้อยๆเตรียมไว้ เพราะจ่ายหนักกับมื้อนี้มาแล้ว เลยต้องชดเชยกับมื้อเช้าที่กินกันง่ายๆถูกๆก็พอครับ

 

นอกจากเราทั้ง 4 คนที่จะไปทัวร์เที่ยวโบสถ์ในวันรุ่งขึ้นแล้ว ยังมีเพื่อนร่วมทางเป็นสองแม่ลูกจากเยอรมนีจะร่วมเดินทางไปด้วยกันด้วย ซึ่งไกด์ของเราทั้ง 6 ก็คือคาเปรียนนั่นเอง ซึ่งหลังจากทางข้าวเช้ากันพอเป็นพิธี เราทั้ง 6 ก็พร้อมออกเดินทาง รถแวนคันใหญ่ที่มีคาเปรียนทำหน้าที่เป็นคนขับรถอีกหน้าที่หนึ่ง ช่างเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจรจริงๆครับ คือคนเดียวทำเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่ดูแล ติดต่อห้องพักเป็นคนขับรถ และเป็นไกด์ไปในตัวด้วย รถแวนพาเรามุ่งหน้าออกจากเมืองชุคเชียฟว่า สู่ชนบทของดินแดนบูโควินาใต้ สองข้างทางคือเนินเขาน้อยใหญ่ บ้านเรือนหลังน้อยแทรกตัวอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้าง อันที่จริงชื่อบูโควินา เพิ่งถูกเรียกใช้อย่างเป็นทางการในสมัยที่ดินแดนแห่งนี้ถูกยึดครองโดย จักรวรรดิออสเตรีย โดยคำว่า บูโควินา มีรากมาจากภาษาสลาวิกที่แปลว่า ดินแดนแห่งต้นบีช ตามลักษณะของสภาพภูมิประเทศที่มีต้นบีชขึ้นอยู่มาก

Sucevita-3

สาวเยอรมันผู้ลูกเล่าให้เราฟังว่าเขาเดินทางโดยรถไฟมาจากฮังการีก่อนมาถึงชุคเชียฟว่าก่อนเรา 1 วันซึ่งการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเที่ยวฉลองจบปริญญาตรีของเธอที่ผู้แม่สัญญาว่าจะออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันเมื่อเธอเรียนจบ ผมเองจึงยิงคำถามที่ได้รับตลอดการอยู่โรมาเนีย ว่า ทำไมถึงเลือกมาโรมาเนีย ซึ่งคำตอบจากเธอคือ อยากมาเห็นปราสาทแดร็กคูลาของจริงสักครั้ง และที่ทำเอาพวกเราตื่นเต้นคือเส้นทางของทั้งสองนอกจากฮังการีมาโรมาเนียแล้ว ยังเดินทางต่อไปยูเครนเป็นประเทศถัดไปด้วย แต่ผมเองคงขอเก็บโรมาเนียให้เต็มอิ่มก่อนครับ เก็บที่อื่นเอาไว้เป็นครั้งต่อๆไปแล้วกัน

 

อารามเขียนสีแห่งบูโควินาที่เรากำลังเดินทางไปชมอยู่นี้ ส่วนใหญ่สร้างขึ้นในช่วงคริสตศวรรษที่ 15 อันเป็นเวลาที่ราชรัฐมอลดาเวียต้องเผชิญกับภัยสงครามจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นฮังการี โปแลนด์ และที่สำคัญคือกองทัพเติร์กจากจักรวรรดิ์ออตโตมัน บรรดาโบสถ์วิหารที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงนี้จึงถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสูงเช่นเดียวกับที่พบในทรานซิลเวเนีย แต่สิ่งที่โดยเด่นของอารามแห่งบูโควินา คือภาพเขียนสีที่วาดประดับไว้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ภาพเขียนสีสดใสของ เหล่านักบุญ นางฟ้า เทวดา นรก สวรรค์ รวมถึงเหตุการต่างๆที่ถูกเขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล ถูกแปลงในรูปของภาพวาด ที่นอกจากจะบ่งบอกถึงจิตวิญญาณ และแรงศรัทธา ในคริสตศาสนานิกายออกโธดอกซ์ของผู้คนในแถบนี้แล้ว ยังเป็นกุสโลบายที่ใช้ในการสื่อสารกับผู้คนในสมัยเมื่อเกือบ 450 ปีก่อนที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถอ่านเขียนหนังสือได้

 

ภาพเขียนที่ยืนยงมากว่า 450 ปีเหล่านี้เชื่อกันว่า เจ้าชายสเตฟาน มหาราช (Stephan the Great) ผู้ปกครองมอลดาเวียในช่วงปี ค.ศ.1457-1504 ทรงดำริให้สร้างอารามเหล่านี้ขึ้นในทุกครั้งที่ทรงมีชัยชนะต่อสงครามกับกองทัพเติร์ก เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงบันดาลให้มีชัยในสงคราม ปัจจุบัน อารามเขียนสีแห่งบูโควินา 7 แห่งจากจำนวน 48 แห่ง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นงานศิลปะแบบไบเซนไทน์ชิ้นเอกอันโดดเด่น

   

รถแวนคันโตของพวกเราลัดเลาะไปตามหมู่บ้านเล็กๆหลายต่อหลายแห่ง ใช้เวลาเดินร่วมชั่วโมง ก็มาถึงลานจอดรถหน้าโบสถ์ชุคเซียวิตา (Sucevita) ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยกำแพงสูงใหญ่จนไม่สามารถมองเห็นตัวอาคารโบสถ์ที่ถูกล้อมรอบอยู่ภายในได้ บริเวณโดยรอบคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นกลุ่มๆ และเช่นเคยคือมีเพียงเรา 4 คนเท่านั้นที่เป็นคนเอเชียหัวดำที่เดินตามซิเปรียนเป็นขบวนสู่ภายใน ผมเดินผ่านสู่ประตูโค้งของกำแพงหินที่ค่อยๆเผยให้เห็นภาพของกำแพงเขียนสีที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ภาพบันไดแห่งทวยเทพ (Staircase of  Virtues) ที่ปรากฎตรงหน้าได้ชื่อว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของงานเขียนสีปูนเปียกของโรมาเนียเลยทีเดียว ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วาดเต็มผนังโบสถ์ด้านทิศเหนือแสดงให้เห็นบันได 30 ขั้นที่นำดวงวิญญาณขึ้นสู่สรวงสวรรค์ บรรดาเหล่านางฟ้าต่างประคองมงกุฏเพื่อมอบให้กับดวงวิญญาณที่สามารถขึ้นสู่ประตูสวรรค์ ในขณะเดียวกันเหล่าปีศาจก็ต่างฉุดลากดวงวิญญาณบาปลงสู่ขุมนรกเบื้องล่าง ซิเปรียนขณะนี้แปลงสภาพจากคนขับรถมาเป็นไกด์คอยอธิบายความหมายของรายละเอียดของภาพวาดเบื้องหน้า ผู้คนมากมายต่างเดินรายล้อมโบสถ์หลังเล็กแห่งนี้เพื่อชื่นชมเรื่องราวมากมายจากคัมภีร์ไบเบิลที่ถูกจารึกเอาไว้ในรูปแบบของภาพวาดหลากสี ทั้ง แดง เหลือง ส้ม แต่สีที่โดดเด่นของโบสถ์ชุคเซียวิต้า คือเขียวมรกตที่ปรากฎเป็นสีพื้นของภาพเกือบทุกภาพ นอกจากภาพบันไดแห่งทวยเทพทางด้านเหนือแล้ว ทางทิศใต้ก็เป็นภาพของ “ต้นไม้แห่งเจสซี” ภาพวาดอันงดงามที่สื่อถึงการกำเนิดและการเริ่มต้นใหม่ที่ทางคริสตศาสนิกชนเชื่อกันว่าพระเยซูเจ้าทรงถือกำเนิดจากกิ่งก้านของต้นไม้นี้

Sucevita-1

หลังจากต้อนลูกทัวร์ทั้ง 6 มาฟังบรรยายรายละเอียดของภาพวาดเป็นที่เรียบร้อย ซิเปรียนจึงปล่อยให้พวกเราได้เดินเที่ยวกันเอง และเนื่องจากโบสถ์แห่งนี้มีผู้เข้าชมจำนวนมาก ดังนั้นภายในโบสถ์จึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจนดูแออัด และผลกระทบนี้ก็คงส่งผลต่อการประกอบศาสนกิจของคริสตศาสนิกชนจนต้องมีป้ายเตือนห้ามถ่ายภาพ แม่ชี และพระสงฆ์ ภายในบริเวณโบสถ์แห่งนี้ พวกเราเดินกลับไปยังรถแวนตามที่นัดไว้กับคาเปรียนตรงตามเวลาเป๊ะไม่ขาดไม่เกิน อากาศในวันนี้ดูสดใสไร้เมฆหมอก สมกับที่เป็นฤดูใบไม้ผลิ ไม่เหมือนวันแรกๆที่เจอทั้งหิมะ ทั้งฝนตก

Moldovita-7

ใช้เวลาอีกไม่นานนักเราก็มาถึงโบสถ์แห่งที่ 2 ที่ชื่อว่า โบสถ์โมลโดวิตา (Moldovita) โบสถ์ที่ดูเผินๆอาจมีลักษณะคล้ายกับชุกเซียวิตา แต่เมื่อมองถึงรายละเอียดก็จะพบความแตกต่าง โดยเฉพาะโทนสีของภาพจิตรกรรมที่โมลโดวิตาจะโดดเด่นด้วยสีเหลืองทอง ไกด์ของเราพามาชมภาพที่บอกเล่าเรื่องราวการกำเนิดของพระเยซู ตั้งแต่การปรากฎตัวของเทวดาเกเบรียลต่อหน้าแมรีเพื่อประกาศว่า แมรีจะเป็นผู้ให้กำเนิด พระบุตรของพระเจ้า การประสูติของพระเยซูเจ้า จนถึงเหตุการทุกขกิริยาของพระเยซู ภาพเหตุการต่างๆถูกบอกเล่าผ่านภาพวาดที่แบ่งเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเรียงตามลำดับเหตุการณ์อย่างชัดเจน

Moldovita-5 Moldovita-4

สองแม่ลูกชาวเยอรมันดูจะไม่ค่อยมีคำถามอะไรมากนักเพราะน่าจะคุ้นเคยกับประวัติของพระเยซูมาอยู่แล้ว แต่สำหรับพวกเราทั้งสี่ ที่ความรู้เกี่ยวกับคริสตศาสนามีเพียงน้อยนิดจึงตั้งใจฟังด้วยความตั้งใจพร้อมคำถามอันมากมาย ก่อนจบการบรรยาย ซิเปรียนแนะนำให้ดูภาพการล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลที่ถือว่าเป็นภาพไฮไลท์อีกภาพของโบสถ์โมลโดวิตา ภาพขนาดใหญ่ มากด้วยรายละเอียดของการสู้รบที่กองทัพจากเปอร์เซียพยายามบุกกรุงคอนสแตนติโนเปิลของจักรวรรดิไบเซนไทน์ ในปีค.ศ.626 ซึ่งคริสตชนต่างเชื่อกันว่าพระแม่มารีได้ทรงช่วยให้คอนสแตนติโนเปิลรอดพ้นจากสงครามในครั้งนั้นมาได้ ดังนั้นภาพการล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลนี้จึงแฝงไว้ด้วยกุสโลบายในการสร้างขวัญและเรียกแรงศรัทธาให้กับเหล่าทหารมอลดาเวีย ที่ใช้โบสถ์แห่งนี้คอยตั้งรับกองทัพเติร์กที่มารุกรานในช่วงคริตศวรรศที่ 16  เมืองในภาพวาดเปรียบแล้วก็คือโมลโดวิตาที่มีปราการหอรบตั้งมั่น และกองทัพเปอร์เซียร์ในภาพอีกนัยหนึ่งก็คือกองทัพเติร์กผู้รุกรานนั่นเอง

Moldovita-3Moldovita-8

เราออกจากโมโดวิตาในเวลาเที่ยงพอดี  ซิเปรียนนำเราไต่ระดับไปตามเนินเขาสลับซับซ้อนปกคลุมไปด้วยป่าสนหนาทึบ ก่อนเลี้ยวรถเข้าจอดที่ร้านอาหารหน้าตาดูดีท่ากลางธรรมชาติอันสวยงาม แต่ดูท่าแล้วราคาอาหารคงไม่ธรรมดาแน่ๆ ดูจากเมนูแล้วก็ไม่เบาจริงๆด้วย แต่ไหนๆก็ไม่มีทางเลือกจึงให้เจ้าถิ่นอย่างซิเปรียนช่วยเลือกอาหารแบบที่ใครมาโรมาเนียต้องแนะนำ ดังนั้นเราจึงได้เปิดคอร์สด้วย เหล้าพื้นเมืองแก้วเล็กที่จิบเพียงนิดเดียวก็ร้อนผ่าวไปทั้งหน้า เรียกว่าว้อดก้าดีๆนี่เอง ตามมาด้วยซุปที่มาในรูปแบบขนมปังก้อนใหญ่ที่คว้านเอาใส้ข้างในออกแล้วเทซุปข้นเข้าไป ซุปแบบนี้กินให้อร่อยต้องค่อยๆคว้านเนื้อขนมปังที่เริ่มยุ่ยผสมลงไปด้วย ยิ่งใกล้หมดน้ำซุปยิ่งข้นและยิ่งอร่อย ก่อนที่จะตบท้ายด้วยอาหารจานหลักซึ่งมีทั้งเนื้อย่างและปลาย่างที่แกล้มด้วยมามาริกา เครื่องเคียงยอดนิยมที่ขาดไม่ได้ครับ

Moldovita-1 Moldovita-2Moldovita-6

หลังจากจ่ายเงินพร้อมกับอาการปากเหงื่อเล็กน้อยในความแพงของราคาอาหาร เราก็เดินทางกันมาต่อที่โบสถ์แห่งที่ 3 ของวันนี้ กับโบสถ์โวโรเนต (Voronet) ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1488 โดยเจ้าชายสเตฟาน มหาราช แห่งโมดาเวีย เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะที่ทรงมีต่อกองทัพเติร์ก ผมเดินตามขบวนของนักท่องเที่ยวจำนวนมากมุ่งหน้าผ่านแนวกำแพงสูงตระหง่านที่ล้อมรอบอาคารโบสถ์ไว้ และแม้จะผ่านกาลเวลามากว่า 500 ปีแต่ภาพเขียนสีปูนเปียกที่เขียนประดับไว้ทั้งภายในและภายนอกของที่นี่ก็ยังคงสภาพของลายเส้นและสีสันไว้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะสีฟ้าเข้มอันโดดเด่นจนได้รับการเรียกขานว่า  โวโรเนตบลู  (Voronet Blue) และบริเวณผนังทางด้านตะวันตก คือภาพขนาดใหญ่ที่บอกเล่าเหตุการณ์การพิพากษาครั้งสุดท้าย ความงามของภาพจิตรกรรมนี้ได้รับการเทียบชั้นกับภาพการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่ ไมเคิล แองเจลโล ได้วาดเอาไว้ที่โบสถ์ซิสทีน ณ.นครวาติกัน ทำให้โบสถ์โวโรเนตได้รับการขนานนามว่า “โบสถ์ซิสทีนแห่งบุรพทิศ”เลยทีเดียว

 

ผมเองตะลึงงันกับความใหญ่โตอลังการของภาพการตัดสินครั้งสุดท้ายที่กินเนื้อที่เต็มกำแพงด้านตะวันตก ภาพวาดตรงหน้าดูสวยแบบคลาสสิค รายละเอียดต่างๆของภาพยังคงได้รับคงอยู่ในสภาพดีทั้งๆที่ภาพต้องทนแดดทนฝนมาอย่างยาวนาน ผมค่อยๆยืนซึมซับความงามของภาพตรงหน้าตั้งตั้งแต่เหนือสุดที่เป็นสัญลักษณ์ของจักรราศีทั้ง 12 อันเป็นตัวแทนของจักรวาล ภาพของพระเยซูที่ประทับอยู่เหนือตาชั่งแห่งความยุติธรรม รายล้อมไปด้วยผู้คนที่รอคอยการตัดสิน ที่มีทั้งเหล่ากษัตริย์ นักบวช รวมถึงชาวเติร์กที่มีหน้าตาดุดัน ส่วนด้านล่างซ้ายเป็นภาพของประตูสวรรค์ที่ผู้ที่ได้รับการตัดสินต่างเร่งรีบผ่านประตูแห่งนี้สู่สวนแห่งอีเดน นอกจากเหล่ามนุษย์ที่ต้องถูกตัดสินแล้ว ยังมีภาพของสัตว์นานาชนิดที่รอคอยการตัดสินครั้งสุดท้ายอยู่ด้วย  

Voronet-1 Voronet-2

โบสถ์แห่งนี้ปัจจุบันยังคงมีการประกอบศาสนกิจอยู่เป็นปรกติ แต่หารู้ไม่ว่ากิจกรรมทางศาสนาเหล่านี้ได้ถูกทิ้งช่วงใปกว่า 200 ปีเพราะในปี ค.ศ.1985 จักรวรรดิออสเตรียที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิคได้เข้ามายึดครองดินแดนโมลดาเวียซึ่งรวมดินแดนแถบนี้ทั้งหมด ส่งผลให้โบสถ์โวโรเนตและโบสถ์ออโธด็อกซ์ทั้งหลายถูกบังคับให้หยุดกิจกรรมทางศาสนาลง จวบจนกระทั่งสิ้นสุดยุคคอมมิวนิสต์ในช่วงปี ค.ศ 1991 บรรดาโบสถ์ออโธด็อกซ์รวมถึงโวโรเนตจึงได้กลับมาสืบสานจิตวิญญาณแห่งออโธด็อกซ์อีกครั้ง

 

ถัดจากโบสถ์โวโรเนต เรามากันที่โบสถ์ฮูมอ (Humor) โบสถ์ขนาดเล็กที่ดูจะมีผู้คนบางตากว่าโบสถ์อื่นๆ แถมบรรยากาศโดยรอบโบสถ์ยังดูสบายๆด้วยสวนดอกไม้และบรรดาป้าๆที่ขนเอาของที่ระลึกมาขายกัน ไม่ว่าจะเป็นผ้าลูกไม้ ผ้าปัก เสื้อผ้าพื้นเมือง แต่ก่อนที่จะหลงอยู่ตามร้านขายของที่ระลึกเรารีบเดินเข้าไปยังภายในโบสถ์ที่ดูกระทัดรัด แต่ที่แตกต่างจาก 3 โบสถ์ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดก็คือ โบสถ์แห่งนี้ไม่มีโดมยอดสูง มีเพียงหลังคาปีกกว้างที่ปกคลุมตัวโบสถ์เท่านั้น อันเนื่องจากว่าโบสถ์แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างโดยเจ้าชายผู้ปกครองโมลดาเวีย แต่สร้างขึ้นโดยบุคคลระดับขุนนางเท่านั้น

Humor-1

หลังจากที่วันนี้เราได้พบสีเขียวแห่งชุคเซียวิตา สีเหลืองแห่งโมลดาเวีย สีฟ้าแห่งโวโรเนต ตอนนี้เราจะได้พบกับ สีแดงแห่งฮูมอ เพราะภาพเขียนสีปูนเปียกที่นี่จะเด่นด้วยสีแดง ภาพหลายภาพมีลักษณะเดียวกับที่ได้พบมาตลอดวัน ทั้งภาพการตัดสินครั้งสุดท้าย ภาพเรื่องราวการประสูติของพระเยซูเจ้า ภาพการล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิล ที่จะว่าไปแล้วก็มีรายละเอียดที่แตกต่างจากที่ได้พบมาจากโบสถ์อื่น และเนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มายังโบสถ์แห่งนี้มีน้อยมาก เราจึงสามารถถ่ายรูปกันได้สบายๆ แถมมีเวลาเหลือไปเดินดูของที่ระลึกที่วางขายกันอยู่หน้าโบสถ์อีกด้วย แต่ก็ได้มากันเพียงที่ติดตู้เย็นอันน้อยเท่านั้น

Humor-2 Humor-3

ซิเปรียนพาพวกเราเดินทางกันต่อ ผมเองเคลิ้มหลับไปหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายสุดท้ายเสียที เส้นทางนอกจากจะผ่านไปตามหมู่บ้านเล็กๆต่างๆแล้ว บางครั้งยังลัดเลาะไปตามเนินเขาสูง ยิ่งช่วงท้ายๆที่สองข้างทางมีเพียงทุ่งหญ้า กับเนินเขาอันสลับซับซ้อน เราใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าจะมาถึง โบสถ์โปรโบตา (Probota) โบสถ์ใหญ่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางชนบทอันงดงามของดินแดนบูโควินา กำแพงสูงกับหอคอยระวังภัยตั้งตระหง่านต้อนรับพวกเราที่เพิ่งก้าวลงจากรถ เมื่อลอดผ่านกำแพงทางประตูสู่ลานกว้างภายใน จึงปรากฎภาพของโบสถ์สถาปัตยกรรมแบบบูโควินา ที่แม้นว่าปัจจุบันภาพเขียนสีภายนอกลบเลือนไปมาก แต่สาเหตุที่ซิเปรียนเลือกพาพวกเรามายังโบสถ์แห่งนี้เพราะอยากให้เราได้สัมผัสความงดงามของโบสถ์ท่ามกลางบรรยากาศชนบทอย่างใกล้ชิด เพราะโปรโบตา อยู่ค่อนข้างไกลกว่าโบสถ์อื่นจึงเป็นโบสถ์ที่ทัวร์ต่างๆมักไม่ค่อยพานักท่องเที่ยวมา ลานกว้างรอบโบสถ์ในขณะนี้จึงมีเพียงพวกเรา 7 คนเท่านั้น และที่เห็นเดินเข้าออกคือแม่ชีที่ซิเปรียนเล่าว่าเป็นผู้ดูแลโบสถ์โปรโบตา  ต่างจากโบสถ์แห่งอื่นที่ส่วนใหญ่มีพระเป็นผู้ดูแล เราเดินตามกันเข้าสู่ภายในโบสถ์ แม่ชีบางท่านกำลังนั่งสวดมนต์เงียบๆอยู่ตามซอกหลืบ ซิเปรียนพาเราเดินเข้าสู่ใจกลางโบสถ์ภายใต้โดมสูง ภาพเขียนอันมีมนต์ขลังรายล้อมพวกเราอยู่จนต่างแหงนมองกันจนคอตั้ง ภาพเขียนสีเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นในช่วงประมาณปี ค.ศ.1532 ได้ชื่อว่าเป็นภาพเขียนสีปูนเปียกภายในโบสถ์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโรมาเนียเลยทีเดียว

Probota-1 Probota-2

เป็นเวลาประจวบเหมาะที่ขณะนั้นได้เวลาสวดมนต์ของเหล่าแม่ชี ดังนั้นพวกเราที่เป็นผู้มาเยือนจึงได้แต่แทรกตัวอยู่ริมกำแพง เฝ้ามองแม่ชีแห่งโปรโบตาทยอยเข้ามา ก่อนจะเปล่งเสียงสวดมนต์กังวาลก้องโบสถ์ ถึงแม้จะไม่สามารถแปลความหมายของเสียงที่ได้ยิน แต่ผมก็สัมผัสถึงแรงศรัทธาที่เต็มเปี่ยมอยู่ในน้ำเสียงเหล่านี้ ผ่านไปไม่นานนัก พิธีกรรมที่เรายืนเฝ้าเป็นพยานก็จบลง พร้อมๆกับได้เวลาในการลาจากโบสถ์โปรโบตา อันเป็นการจบการเดินทางเยือนโบสถ์แห่งบูโควินา ในวันนี้อย่างสมบูรณ์

Probota-3

ซิเปรียนขับรถนำพวกเรากลับมายังตัวเมืองชุคเชียฟว่า  พี่ขิงผู้ยังติดใจ ขนมคิวรุโต สโกแลค อย่างไม่เสื่อมคลาย พยายามสอบถามซิเปรียนถึงร้านขายขนมชนิดนี้ในชุคเชียฟว่า ซิเปรียนจึงพาเราไปส่งที่ ลูลิอัส มอลล์ (Lulius Mall) ช้อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ใจกลางเมือง แต่ถึงแม้เราจะหาร้านขนมคิวรุโตสโกแลคจนเจอ แต่ปรากฎว่ารสชาติไม่ได้อร่อยอย่างที่คิด ทำให้เกิดอาการสำนึกว่าไม่ใช่คิวรุโตสโกแลค ทุกร้านจะอร่อย เหมือนอย่างร้านหน้าปราสาทบราน คงเหมือนกับว่าเราจะหวังให้ขนมหม้อแกงในเมืองไทยทุกร้านอร่อยเหมือนกันหมดคงไม่ได้ แต่ไหนๆมาถึงแล้วก็ขอเดินเที่ยวหาซื้อของฝากที่ห้างนี้สักหน่อย อันที่จริงลูลิอัส มอลล์ แห่งนี้ก็มีประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เพราะในสมัยคอมมิวนิสต์ ที่นี่เป็นที่ตั้งของโรงงานกระดาษที่ปล่อยมลพิษสู่อากาศในปริมาณมหาศาล จนทำให้ผู้คนในเมืองชุคเชียฟว่า เกิดโรคความผิดปกติทางระบบหายใจและระบบประสาท จนเรียกขานกันว่า ชุคเชียฟว่าซินโดรม (Suceava Syndrome) แต่ในภายหลัง โรงงานแห่งนี้ถูกปิดตัวลง และกลายมาเป็นลูลิอัส มอลล์ ที่ผมยืนอยู่นี้ เหลือไว้แต่เพียงปล่องคอนกรีตสูงตระหง่านหน้ามอลล์ ที่เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงอดีตของสถานที่แห่งนี้

Probota-4 Probota-5

หลังจากเดินเที่ยวกันในมอลล์ที่ร้านค้าดูไม่ต่างจากเมืองไทยนัก ก็ถึงเวลาต้องเดินทางกันต่อ และคราวนี้จะเป็นการเดินทางอันยาวนานกว่า 24 ชั่วโมง ตรงดิ่งกลับสู่กรุงเทพฯโดยแทบจะไม่มีเวลาพักกันเลย เรานั่งแท็กซี่กลับไปยังที่พักซึ่งขณะนี้ซิเปรียนไม่อยู่แล้ว มีเพียงเด็กหนุ่มเฝ้าเกสต์เฮ้าส์ที่ช่วยจัดแจงโทรเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่สถานีรถไฟ เราไปถึงสถานีรถไฟก่อนเวลาพอสมควร ถึงแม้จะผิดหวังจากการที่ไม่สามารถจองตั๋วนอนสำหรับการเดินทางกลับบูคาเรสต์ แต่ก็หวังไว้ลึกๆว่าอย่างน้อยก็น่าจะมีที่นั่งว่างโล่งจนเราสามารถเอนตัวนอนได้ ซึ่งความหวังอันน้อยนิดก็ต้องหลุดลอยไปเพราะที่นั่งภายในตู้โดยสารมีผู้จับจองเกือบหมด ที่นั่งที่ปรากฎอยู่ในตั๋วก็เป็นเก้าอี้ที่ไม่สามารถปรับเอนได้เลย คืนนี้จึงต้องอาศัยยาแก้เมารถช่วยให้นั่งหลับบนเก้าอี้เช่นนี้เกือบ 8 ชั่วโมง หวังเพียงว่าเดี๋ยวค่อยไปนอนสบายๆบนเครื่องตอนบินกลับกรุงเทพฯ

ลาก่อน โรมาเนีย

เรากลับมาถึงสถานีรถไฟบูคาเรสต์ในเวลาเช้าตรู่ ด้วยความกลัวว่าจะไปสนามบินไม่ทัน ทำให้เราเลือกที่จะไม่นั่งรถไฟที่วิ่งสู่สนามบิน แล้วเดินออกไปเรียกแท็กซี่แทน และด้วยความชะล่าใจว่าที่ผ่านมาการเดินทางของเราค่อนข้างราบรื่นตลอด จึงเรียกแท็กซี่ที่หน้าสถานี บอกให้ไปส่งสนามบิน แท็กซี่บอกราคามาให้ถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เราย้ำอีกครั้งว่าสนามบินนะ ก่อนจะตกลงปลงใจ รถแท็กซี่วิ่งออกจากสถานีรถไฟ ไปได้ไม่ไกลนัก ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่อาคารผู้โดยสารที่มองไปนึกว่าท่ารถบัส ผมคิดในใจว่าท่าทางจะโดนเอาตอนจะกลับบ้านแล้วสิเรา เพราะสถานที่ที่แท็กซี่พามาส่งคือ สนามบินอูเรล วไลคู (Bucharest Aurel Vlaicu Airport) สนามบินเก่าที่ปัจจุบันใช้สำหรับสายการบินราคาประหยัด หลังจากรู้แน่ว่ามาผิดที่ พวกเราเริ่มช่วยกันโวยวายว่ามาผิด คนขับแท็กซี่เริ่มบ่นว่าถ้าไปสนามบินนานาชาติอองรี คอนดา ต้องไปอีกไกล พาลจะขอค่าแท็กซี่เพิ่ม

พี่ขิงผู้ที่ปกติบอกอยู่เสมอว่าไม่ถนัดพูดภาษาอังกฤษ แต่พอมาเจอว่าต้องจ่ายเงินเพิ่มก็เริ่มสามารถเถียงคนขับได้เป็นวรรคเป็นเวร ใช้เวลาซักพักเราก็มาถึงสนามบินอันเป็นจุดหมายของเรา หลังจากเอาของลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พี่ขิงจึงจัดแจงจ่ายเงินพร้อมกับเพิ่มให้คนขับนิดหน่อย โดยไม่เท่ากับที่คนขับพยายามเรียกร้อง แต่แกบอกเพียงว่า ชั้นมีเงินเหลืออยู่แค่นี้เอง พร้อมๆกับเปิดกระเป๋าตังส์ที่ว่างเปล่าให้ดู คนขับรับเงินไปพร้อมกับรอยยิ้มแบบเขินๆ ที่ไม่รู้ว่าอายที่ทำเราหมดกระเป๋า หรือขำกับท่าทางของพี่ขิงที่พยายามบอกว่าแกทำชั้นหมดตัว ผมเดินเข้ามายังอาคารผู้โดยสารพร้อมกับยิงคำถามใส่พี่ขิงว่า พี่ให้เค้าหมดตัวจริงๆหรอ คำตอบที่ได้คือ ใครจะโง่ให้ไปหมดหละ ชั้นก็แยกเงินที่เหลือไว้กระเป๋าอื่นสิ

 ผมบอกลาโรมาเนียเพื่อกลับสู่กรุงเทพฯ เวลา 12 วันที่โรมาเนีย เปลี่ยนความรู้สึกที่ผมมีกับประเทศนี้ไปพอสมควร จากก้าวแรกที่ค่อนข้างตื่นกลัวและดูแปลกแยก เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความประทับใจและผู้คนที่ดูเป็นมิตร ถึงแม้จะมีเจ้าเล่ห์บ้างแต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย

เครื่องบินของสายการบินแอโร่สวิท นำเราทยานออกจากบูคาเรสต์ ที่ผมหวังว่า สักวันหนึ่งจะได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง แต่กว่าจะถึงตอนนั้น โรมาเนียคงเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกรวมถึงกระแสการท่องเที่ยวที่ทุกประเทศต่างพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งโรมาเนียก็คงไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะด้วยศักยภาพอันมากมาย ทั้งปราสาท ราชวังอันงดงาม ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ผมเองก็ได้แต่หวังลึกๆว่าโรมาเนียจะยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นประเทศที่ร่ำรวยไปด้วยศิลปะวัฒนธรรมอันน่าสัมผัสให้คงอยู่ตลอดไป

Probota-6