Yading Nature Reserve #7 Danba

77YadingHeader8

เจียจูจังไช่ หมู่บ้านกลางหุบผา

เสียงคำรามของแม่น้ำ Dadu ดังกึกก้องไปทั่วเมืองตันปา เป็นภาพแปลกตาสำหรับผมเพราะภาพของแม่น้ำอันการเชี่ยวกรากที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งที่พลัดตกลงไปนั้น เป็นตัวแทนของสภาพดินแดนชนบทอันห่างไกล แต่นี่กลับมีเมืองที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องมากมายมาขนาบไปตามลำน้ำ กลายเป็นภาพขัดแย้งที่ผมเองพบเห็นกับตาหลายต่อหลายครั้งที่เดินทางผ่านชนบทในแถบตะวันตกของเมืองจีน ภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยร้านค้า บ้านเรือน และผู้คน ที่เหมือนถูกจับไปวางไว้ในพื้นที่ชนบทจนดูเป็นสิ่งแปลกปลอมไป เพราะผู้คนส่วนใหญ่ภายในเมืองลักษณะเช่นนี้มักเป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองใหม่ แต่ชนกลุ่มน้อยเจ้าของพื้นที่กลับอาศัยกันอยู่รอบนอกเมือง

ดังนั้นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเมืองตันปาคงมิได้อยู่ที่ตัวเมืองที่มีลักษณะไม่ต่างจากเมืองอื่นๆในแถบนี้ แต่สาเหตุที่ทำให้ผู้คนดั้นด้นเดินทางมายังที่นี่ คือบรรดาหมู่บ้านของชาวทิเบตที่ตั้งกระจายตัวอยู่รอบนอกเมืองออกไป ซึ่งพวกเราจะได้ไปสัมผัสกันในวันนี้ โดยหมู่บ้านที่เราเลือกที่จะเดินทางไปคือ หมู่บ้านเจียจูจังไช่ หมู่บ้านชาวทิเบตที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่ผู้คนต่างหลงใหลในความสวยงาม อันที่จริงมโนภาพที่ผมวาดไว้ถึงหมู่บ้านแห่งนี้ในตอนแรกคือ หมู่บ้านชาวทิเบตที่คงได้รับการพัฒนาเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ สองข้างทางคงเต็มไปด้วยร้านค้าร้านอาหารอย่างที่เคยเห็นในหลายๆที่ในเมืองจีน แต่บางครั้งสิ่งที่เราคิด กับสิ่งที่เป็นจริงอาจตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงเลยก็เป็นไปได้ เพราะที่นี่ยังคงเป็นหมู่บ้านที่ยังรักษาวิถีชีวิตของตนเองไว้ได้จากกระแสธารของการท่องเที่ยวที่โหมกระหน่ำ ที่นี่ไม่มีร้านขายของที่ระลึก ที่นี่ไม่มีร้านอาหารที่นี่ไม่มีถนนคนเดิน ที่นี่มีเพียงชาวบ้านที่ยังคงใช้ชีวิตแบบชนบทดังเช่นที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

80Danba 79Danba

จากเมืองตันปา เพียงแค่ข้ามสะพานที่เบื้องล่างคือลำน้ำอันเชี่ยวกราก  ก็ดูเหมือนว่าความเจริญทางวัตถุก็หยุดอยู่ที่อีกฝั่งของลำน้ำไปเสียแล้ว ถนนหนทางกลายเป็นถนนแคบๆที่คดเคี้ยวไปตามเส้นทางขึ้นเขา ใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงหน้าหมู่บ้านเจียจูจังไช่ เจ้าหน้าที่หญิงเดินมาเก็บค่าเข้าหมู่บ้านพร้อมกับสอบถามว่าจะเอาไกด์นำเที่ยวหรือไม่ โดยพวกผมปฏิเสธไปเพราะอยากเลือกที่จะเดินเที่ยวกันเองมากกว่า

เมื่อรถเคลื่อนเข้ามายังเขตหมู่บ้านก็ต้องแปลกใจในความเงียบสงบ บ้านเรือนของชาวบ้านที่นี่กระจายตัวกันอยู่ตามเนินเขา สองข้างทางคือไร่ข้าวโพดที่ขณะนี้โล่งเตียนเพราะได้รับการเก็บเกี่ยวไปจนหมดแล้ว พวกผมลงเดินเมื่อรถวิ่งมาจนสุดถนนลาดยาง เหลือเพียงถนนแคบๆปูด้วยหินที่ไต่ระดับขึ้นสู่หมู่บ้าน นานๆครั้งจะมีชาวบ้านเดินสวนลงมาสักคนสองคน แต่ละคนยิ้มแย้มทักทายพวกเราอย่างเป็นกันเอง บางคนสอบถามว่ามีที่พักหรือยัง เพราะบ้านเขาเปิดเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก อันที่จริงเมื่อวันวานผมเองก็เกือบจะมาพักที่หมู่บ้านนี้แล้ว แต่ก็เป็นการดีที่พักอยู่ในตัวเมือง เพราะขืนมาพักที่นี่คงลำบากเอาการในการที่จะแบกของขึ้นเขามายังที่พักแบบนี้

78Danba

 

61Tagong

 

 

 

ปกติเมื่อพูดถึงคนทิเบต เรามักจะนึกถึงผู้คนที่อยู่บนทุ่งหญ้ากว้าง หรือไม่ก็เทือกเขาสูง ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเห็นหมู่บ้านคนทิเบตที่อยู่กลางหุบเขาอันเขียวขจี สาเหตุคงเป็นเพราะที่นี่เรียกได้ว่าเป็นปลายขอบด้านตะวันออกที่มีชาวทิเบตอพยพมาถึงก็ไม่ผิดนัก บ้านเรือนของชาวทิเบตที่นี่สร้างขึ้นจากไม้และหิน โดยชั้นล่างสุดเป็นพื้นที่เลี้ยวสัตว์ ชั้นถัดมาจะเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าบ้าน ส่วนดาดฟ้าด้านบนใช้สำหรับตากพืชผลทางเกษตรกรรม บานหน้าต่างประตูของบ้านแต่ละหลังทำจากไม้ที่ได้รับการแกะสลักและลงสีไว้อย่างงดงาม ทางเดินที่เคยเป็นถนนปูด้วยหินตอนนี้เริ่มกลายสภาพเป็นทางเดินแคบๆที่ไต่ขึ้นไปตามเนินเขา เส้นทางลัดเลาะคดโค้งไปตามบ้านเรือนของชาวบ้านที่ดูเงียบเชียบ เราเดินเล่นกันอยู่ภายในหมู่บ้านกันเกือบสองชั่วโมง ครั้นจะเดินไปจนถึงจุดสูงสุดของหมู่บ้านที่อยู่บนเนินสูงลิบลิ่วก็คงจะไม่ไหว จึงตัดสินใจเดินกลับทางเดิมพร้อมกับโทรเรียกอาช่ายให้มารับ

อันที่จริงผมเองตั้งใจไว้ว่าวันนี้เราน่าจะกลับไปถึงเมืองเฉิงตู แต่อาช่ายก็ยังยืนยันนอนยันว่าทำอย่างไรก็ไม่ถึงแน่ๆ ไม่รู้ว่าเพราะแกขับรถช้า หรือเพราะถนนหนทางมีปัญหาก็ไม่รู้ แต่พวกเราเองก็มิอาจทำอะไรได้นอกจากต้องทำตามที่อาช่ายแนะนำแกมบังคับ ว่าคืนนี้ต้องไปค้างคืนกันที่เมือง หลูติ้ง เส้นทางแคบๆที่ออกจากตันปา มุ่งหน้าลงใต้สู่หลูติ้ง แต่ออกจากตันปามาได้ไม่เท่าไหร่นัก จะสามารถมองเห็นหอคอยโบราณที่สร้างขึ้นจากหิน ตั้งตระหง่านกระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆบนเนินเขา อาช่ายจอดรถให้พวกเราชมหอคอยกันที่จุดพักริมทาง ณ ริมฝั่งน้ำ มองไปอีกฟากคือหมู่บ้านเซาโป (Suopo) หมู่บ้านของชาวเฉียงที่เรียงรายไปด้วยหอคอยหินสูงตระหง่านหอคอยเหล่านี้เป็นผลงานแต่ครั้งอดีตของชาวเฉียง ชนกลุ่มน้อยที่ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน มีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับชาวทิเบต แต่สิ่งที่ทำให้ชาวเฉียงเป็นที่รู้จักคือหอคอยสูงที่สร้างด้วยหินอย่างแข็งแกร่ง

81Danba

ว่ากันว่าในอดีต มีหอคอยที่ถูกสร้างไว้มากกว่า 3000 หอคอย แต่ปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียงประมาณ 500 หอคอยเท่านั้น โดยหอคอยเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นและใช้งานในลักษณะอันหลากหลาย ทั้งเป็นที่เก็บพืชผลทางการเกษตร ใช้แจ้งเหตุสงครามให้กับหมู่บ้านที่อยู่ถัดไป และใช้เป็นที่บวงสรวงเทพเจ้าของชาวเฉียง โดยชาวเฉียงจะทำการบูชาหินสีขาว อันเป็นตัวแทนของสุริยเทพ ที่จะคอยปกป้องคุ้มครองจากภยันอันตรายต่างๆ

ตามตำนานเล่ากันว่า ในอดีตเมื่อชาวเฉียงเริ่มอพยพจากที่ราบสูงทิเบตมุ่งหน้าตะวันออก พวกเขาเหล่านั้นจะวางหินสีขาวไว้ที่ทุกๆทางแยกและบนยอดเขา เพื่อเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเขาไม่ลืมเส้นทางกลับสู่บ้านเกิด นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรักที่พวกเขามีให้กับมาตุภูมิและผู้คนที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง และเมื่อมาตั้งถิ่นฐานยังดินแดนใหม่ การสู้รบแย่งชิงดินแดนกับผู้ที่อาศัยอยู่แต่เก่าก่อนเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ชาวเฉียงได้นำเอาหินสีขาวนี้เป็นดั่งเครื่องรางที่จะติดไว้กับอาวุธประจำกาย ซึ่งชัยชนะที่ได้มาทำให้ชาวเฉียงเทิดทูนหินสีขาวดั่งเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ และบูชาหินสีขาวเสมือนดั่งเทพเจ้า

62Tagong

พวกเราออกเดินทางมุ่งหน้าลงใต้สู่เมืองหลูติ้ง การเดินทางในวันนี้เป็นไปอย่างเชื่องช้าเพราะต้องผ่านพื้นที่ก่อสร้างหลายต่อหลายแห่ง ทั้งอุโมงลอดใต้ภูเขาและเขื่อนขนาดมหึมา สองข้างทางคละคลุ้งไปด้วยเถ้าฝุ่นจากการก่อสร้าง หมู่บ้านหลายหมู่บ้านที่เดินทางผ่านกลายเป็นหมู่บ้านร้าง เพราะทางการได้อพยพชาวบ้านไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงบ้านเรือนที่อนาคตจะต้องจมอยู่ใต้ทะเลสาบเหนือเขื่อน อาช่ายแวะให้พวกเราทานอาหารกลางวันกันที่เมืองเล็กๆที่ดูไม่มีอะไรน่าสนใจนัก เมืองทั้งเมืองมีเพียงถนนสายเดียว อาหารในมื้อนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมกับที่ผ่านๆมาตั้งแต่ผัดผัก แกงจืด เนื้อผัด ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ถึงกับเลวร้าย อยู่ในขั้นพอทานได้ เพราะถึงแม้ทานไม่ได้ก็คงไม่มีทางเลือกมากนักสำหรับเมืองชนบทเล็กๆเช่นนี้

การเดินทางในช่วงบ่ายมีสภาพไม่ต่างไปจากเดิมนัก ผมอาศัยเวลาอย่างนี้งีบหลับเพราะดูท่าจะไม่มีอะไรน่าสนใจนัก แต่หลับได้ไม่นานก็มารู้สึกตัวว่ารถหยุดนิ่งอยู่กับที่บนถนนสายเล็กๆที่รถหลายคันจอดเรียงกันเป็นแถว หลังจากส่งพี่ขิงลงไปเจรจาก็ได้ความว่าถนนข้างหน้ากำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง จึงมีการอนุญาตให้วิ่งผ่านเป็นเวลา ซึ่งจะเปิดให้รถผ่านอีกทีเวลา 4 โมงครึ่ง ผมเหลือบดูเวลาในขณะนั้นที่เข็มสั้นยังอยู่ที่ตัวเลข 3 เท่านั้น หมายความว่าเราต้องนั่งรอกันชั่วโมงกว่าๆเลยทีเดียว

มีบางคนเคยบอกว่า เวลาของแต่ละคนมีความสั้นยาวไม่เท่ากัน เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้ามเวลาแห่งการรอคอยก็มักเดินไปอย่างเชื่องช้า เหมือนกับที่พวกผมประสบอยู่ครับ การที่ต้องนั่งอยู่เฉยๆบนรถที่จอดนิ่งเป็นความน่าเบื่ออย่างยิ่ง สุดท้ายก็ต้องลงมาเดินชมนกชมไม้นั่งเล่นกันตรงโรงเรียนข้างทางที่ถูกทิ้งร้างเพราะการก่อสร้างเขื่อน

หลังจากหลุดจากเขตก่อสร้างเส้นทางก็ดูเหมือนเข้าใกล้ความเจริญมากขึ้น บ้านเมืองดูเจริญหูเจริญตา ยิ่งเมื่อเข้าสู่เขตเมืองหลูติ้งที่ดูสะอาดสะอ้าน บ้านเมืองดูใหญ่โตและเจริญกว่าที่ผมคิดไว้ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นโรงแรมที่หาได้ในวันนี้จึงมีสภาพดีขึ้นกว่าวันก่อนๆพอสมควร การได้กลับมาสู่เมืองใหญ่ก็มีข้อดีในเรื่องของกินที่มีให้เลือกหลากหลาย บ้านเมืองดูสะอาดสะอ้านเจริญหูเจริญตา แต่ในทางกลับกันสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสัญญาณว่าจุดสิ้นสุดของการเดินทางใกล้เข้ามาทุกที คืนนี้พวกเราต่างเดินเล่นกันสบายๆ แวะดูการเต้นรำของชาวเมืองที่ลานกว้างใจกลางเมืองที่เทียบแล้วก็คงเหมือนลานเต้นแอโรบิคของบ้านเรา ผิดแต่ที่นี่เป็นการร้องรำทำเพลงที่ออกท่ากันเบาๆเพราะสมาชิกที่ร่วมมีตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงจนถึงคุณปู่คุณย่า ที่มาร่วมทำกิจกรรมร่วมกัน ค่ำคืนที่หลูติ้งดูคึกครื้นกว่าเมืองอื่นๆที่ผ่านมา คงเป็นด้วยว่าหลู่ติ้งเป็นเมืองใหญ่พอสมควร วันนี้สมาชิกของเราเริ่มมองหาของฝากญาติมิตรเพื่อนฝูง โดยเฉพาะบรรดาเพื่อนร่วมงานที่ถูกทิ้งให้ทำงานแทนกันเกือบสัปดาห์ ของฝากที่นี่คงหนีไม่พ้นผลิตภัณฑ์จากจามรี ไม่ว่าจะเป็นเนื้ออบแห้งที่มีให้เลือกหลากหลายรส หรือหวีที่ทำจากกระดูกจามรีก็นิยมนำไปเป็นของฝากเช่นกัน

สายน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำต้าตูไหลผ่านตัวเมืองหลูติ้งดูดำทมึนในความมืด เหนือสายน้ำขึ้นไปคือสะพานโซ่ที่ทอดตัวยาวข้ามแม่น้ำ สะพานแห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญโดยเฉพาะในช่วงสงครามกลางเมือง และที่แห่งนี้เองที่ครั้งหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนในชาติเดียวกันเพียงเพราะความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน

64Luding

63Luding

 

กลับสู่เมืองใหญ่

สะพานหลูติ้ง เป็นสะพานที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ทอดตัวข้ามแม่น้ำต้าตู ตัวสะพานสร้างขึ้นจากโซ่เส้นมหึมาถึง 13 เส้น โดยมี 9 เส้นอยู่ด้านล่างแล้วปิดทับด้วยไม้กระดาน ที่เหลือเป็นราวทั้งสองด้าน ในช่วงสงครามกลางเมืองที่กองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์เดินทางมุ่งหน้ามาถึงสะพานแห่งนี้ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ.1935 และได้เผชิญหน้ากับกองทัพของพรรคก๊กมินตั๋งที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม โดยทหารของก๊กมินตั้งได้เริ่มทำการจุดไฟเผาไม้กระดานที่ทอดอยู่บนสายโซ่เพื่อทำลายตัวสะพานไม่ให้ทหารของพรรคคอมมิวนิสต์ข้ามฝั่งมาได้ ขณะนั้นทหาร 22 นายของพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับคำสั่งให้เข้ายึดตัวสะพานท่ามกลางเปลวเพลิงและห่ากระสุนของทหารฝ่ายตรงข้าม เป็นเวลากว่าสองชั่วโมง ที่กองทหารทั้ง 22 นายจะเข้ายึดสะพานแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์โดยมีทหารที่ต้องพลีชีพไปจำนวน 7 นาย ทางพรรคคอมมิวนิสต์ได้ทำการยกย่องและเชิดชูวีรกรรมของทหารหาญทั้ง 22 นาย ส่งผลให้เหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกนำไปใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อสร้างกระแสชาตินิยมอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ผมจะเห็นนักท่องเที่ยวชาวจีนต่างเดินทางทางมายังหลูติ้งเพื่อชมสะพานประวัติศาสตร์แห่งนี้

ผมเลือกมาเดินชมสะพานหลู่ติ้งในเช้าวันรุ่งขึ้น เพราะการเดินไปบนสะพานโซ่ที่โยกไหวตลอดเวลาในตอนค่ำคืนคงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เพราะแค่มองลงไปยังสายน้ำอันเชี่ยวกรากก็พาลจะทำเอาขาแข้งหมดแรงแล้ว วันนี้เราจึงมาเยือนสะพานหลูติ้งกันแต่เช้าตรู่ เพียงก้าวแรกที่เหยียบไปตามไม้กระดานที่พาดอยู่บนโซ่เส้นใหญ่ก็ทำเอาเสียวไปได้เหมือนกั น ผมค่อยๆก้าวไปอย่างช้าๆพยายามไม่มองลอดช่องว่างระหว่างไม้กระดานที่เห็นสายน้ำอันเชี่ยวกรากและข้นคลั่ก ชาวเมืองที่อาศัยสะพานแห่งนี้ในการสัญจรต่างเดินกันตัวปลิว บ้างก็จูงจักรยานข้ามกันจนเป็นเรื่องธรรมดา อีกฝั่งของตัวสะพานเป็นที่ตั้งของวัดขนาดเล็กที่สามารถขึ้นไปชมวิวสะพานหลูติ้งในมุมสูงได้อย่างชัดเจน

เราเดินข้ามสะพานกลับมายังฝั่งที่เป็นตัวเมืองเพื่อเดินทางกันต่อ หลังจากแวะทานอาหารเช้าง่ายๆจำพวกข้าวต้ม ซาลาเปา กันภายในตัวเมืองก่อนที่อาช่ายจะพาเรามุ่งหน้ากลับเฉิงตู ถนนหนทางในวันนี้มีสภาพดีขึ้นเป็นลำดับ แต่สองข้างทางก็ไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก อาช่ายคงนึกดีใจอยู่ลึกๆที่ไม่ต้องคอยจอดรถให้ผมลงไปถ่ายรูปเหมือนกับวันที่ผ่านๆมา

ล่วงเข้าเวลาบ่ายแก่เราก็เริ่มเข้าเขตเมืองเฉิงตู ถนนหนทางที่กว้างใหญ่ ตึกรามบ้านช่องอันทันสมัย ช่างดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับเส้นทางที่เราเดินทางผ่านมา รถราเริ่มติดขัดตาแบบฉบับของเมืองใหญ่ทั่วไป ก่อนเดินทางเข้าที่พัก เราแวะไปยัง ศูนย์วิจัยแพนด้าแห่งเมืองเฉิงตู ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่นัก แต่กว่าที่เราจะฝ่ารถติดไปจนถึง ศูนย์วิจัยแห่งนี้ก็เกือบ 4 โมงเย็นแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น แต่ก็เป็นเวลาที่คุ้มค่ากับการได้เห็นแพนด้าหลากหลายวัยที่อยู่รวมกันบนพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ก็มีหลายตัวที่อาศัยเวลาบ่ายๆอย่างนี้หลบไปนอนกันตามคบไม้ และสถานที่ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือห้องอนุบาลแพนด้าน้อย ที่สามารถมองผ่านกระจกเข้าไปยังห้องที่เจ้าหน้าที่กำลังดูแลเจ้าแพนด้าน้อยนับสิบตัวที่เหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิต แพนด้าในวัยเยาว์ช่างดูเปราะบางส่วนเจ้าแพนด้าที่โตเต็มวัยก็ดูไม่มีพิษมีภัยจนกลายเป็นอันตรายต่อเผ่าพันธุ์ของแพนด้าที่นับวันจะมีประชากรในธรรมชาติน้อยลงเรื่อยๆ

66Chengdu 65Chengdu

นั่นจึงเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์วิจัยแพนด้าแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1987 โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาวิจัยเพื่อการอนุรักษ์แพนด้า นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับแพนด้าอีกด้วย จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงแพนด้ายักษ์เพียง 6 ตัว จนกระทั่งปัจจุบันมีแพนด้าที่ถือกำเนิดที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้มากกว่า 100 ตัว และสิ่งที่ทางศูนย์แห่งนี้ภาคภูมิใจก็คือตลอด 20 ปีที่ดำเนินการมา นั้น ไม่มีการนำแพนด้าออกมาจากป่าเพื่อมาอยู่ในศูนย์แห่งนี้เลย ภายในศูนย์วิจัยร่มรื่นด้วยพรรณไม้ใหญ่ การเดินทางภายในมีรถไฟฟ้าให้บริการในแต่ละจุด เพราะสถานที่แต่ละแห่งอยู่ห่างกันพอสมควร ผมเดินชมแพนด้าอยู่จนกระทั่งศูนย์ใกล้ปิดจึงเดินกลับออกมาเพื่อหาที่พักในคืนนี้กัน

ที่พักในค่ำคืนสุดท้ายนี้ ทางบริษัทรถของอาช่ายแจ้งไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าเป็นของสมนาคุณให้กับพวกเรา ดังนั้นพวกเราจึงไม่ค่อยเป็นห่วงว่าต้องวิ่งหาที่พักกันสักเท่าไหร่นัก อาช่ายนำพวกเราฝ่ารถติดเข้ามาถึงโรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่หลังจากเข้าไปติดต่อแล้วก็พบกับปัญหาที่ว่าโรงแรมแห่งนี้ไม่สามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ดังนั้นจึงต้องวนหาที่พักกันใหม่ ตอนแรกทางบริษัททัวร์จะให้พวกเราพักกันที่โฮสเทลแห่งหนึ่งแต่หลังจากดูสภาพห้องแล้วเราก็ปฏิเสธไป เพราะที่ตกลงกันคือโรงแรม ไม่ใช่โฮสเทล แต่ก็คิดอยู่ในใจว่าถ้าต้องออกเองก็คงพักโฮสเทล แต่นี่เหมือนกับทางทัวร์ได้รวมค่าโรงแรมมาแล้วก็ต้องเอาให้เหมาะสม คือไม่ขอเอาเปรียบใครแต่ก็ไม่ต้องการถูกเอาเปรียบ สุดท้ายเราจึงได้เข้าพักที่โรงแรมอีกแห่งหนึ่งที่บอกได้เพียงว่าสภาพดีที่สุดในการเดินทางในครั้งนี้เลยครับ

คืนสุดท้ายของการเดินทางคงไม่มีอะไรดีไปกว่าเดินเล่นกันที่ถนนจินลี่ (Jinli Street) ถนนที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิน เมื่อกว่า 200 ปีก่อนคริสตกาล เป็นถนนที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายมาอย่างยาวนาน จวบจนปัจจุบันถนนแห่งนี้ก็ยังคงอบอวลไปด้วยบรรยากาศของการซื้อขาย ถึงแม้จะเปลี่ยนรูปไปเพื่อรองรับการท่องเที่ยวก็ตาม สองข้างถนนสายแคบๆแห่งนี้รายล้อมไปด้วยบ้านเรือนโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์รูปแบบเอาไว้เป็นอย่างดี อาคารส่วนใหญ่เปิดเป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ในช่วงเวลาหัวค่ำที่ผมเดินทางไปถึง ถนนแห่งนี้กำลังคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ ตอนแรกพวกเราตั้งใจว่าจะหาร้านอาหารดีๆสำหรับมื้อค่ำนี้ให้สมกับเป็นคืนสุดท้ายของกาเดินทาง แต่สุดท้ายก็มาจบที่อาหารยอดนิยมที่พบเห็นกันแทบทุกเมือง นั่นคือเมนูปิ้งย่างที่นั่งยองๆกินกันข้างถนน เพราะได้อารมณ์และรสชาติของคนท้องถิ่นมากกว่าครับเพราะมาถึงถิ่นแล้วก็ต้องกินอาหารแบบเจ้าถิ่นสิครับ

67Chengdu

ปลายทาง

เที่ยวบินที่จะนำเรากลับสู่กรุงเทพฯจะออกเดินทางในช่วงบ่าย ดังนั้นพวกผมยังคงมีเวลาอันน้อยนิดในตอนเช้าที่นอกจากจะหมดไปกับการซื้อหาของฝากเล็กๆน้อยแล้ว ยังเหลือเวลาอันน้อยนิดที่ผมเองเลือกที่จะไปเยือน ศาลเจ้าสามก๊กที่ตั้งอยู่ใกล้กับถนนจินลี่ที่แวะเวียนไปเมื่อคืน ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ฝังพระศพของเล่าปี่ จักรพรรดิ์แห่งจ๊กก๊ก และจูกัดเหลียง หรือที่รู้จักกันในนาม ขงเบ้ง สมุหนายกแห่งจ๊กก๊ก ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังแต่ที่เห็นในปัจจุบันเป็นการบูรณะสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1672 ในรัชสมัยของราชวงศ์ชิง ภายในนอกจากเป็นสถานที่ฝังพระศพแล้ว ยังมีรูปเคารพของจูกัดเหลียง เล่าปี่ และเหล่าขุนพลคู่กาย ไม่ว่าจะเป็น กวนอู เตียวหุย และเหล่าเสนาธิการทหาร แต่เนื่องจากเวลาอันกระชั้นชิดทำให้ผมมีเวลาชื่นชมอยู่ภายในศาลเจ้าสามก๊กได้ไม่นานนักก็ต้องรีบกลับโรงแรมเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังสนามบิน แท๊กซี่จากหน้าโรงแรมพาเราฝ่าการจราจรในบ่ายวันอาทิตย์ที่ไม่ถึงกับคับคั่งมากนัก ผมกลับมายืนยังสนามบินนานาชาติซวงหลิวแห่งนครเฉิงตูอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง จากครั้งแรกที่สนามบินแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ทั้งตื่นเต้นและจดจ่อกับสิ่งที่จะได้พบ แต่ขณะนี้ ณ สถานที่เดียวกันแต่เป็นปลายทางของการเดินทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และความประทับใจ

69Chengdu 68Chengdu

การเดินทางทุกครั้งย่อมมีที่สิ้นสุด และการเดินทางในครั้งนี้ก็มาถึงปลายทางอีกครั้งหนึ่ง และก็เป็นการเดินทางในเมืองจีนอีกครั้งที่การเดินทางไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพราะจากคราวที่แล้วผมพลาดที่จะได้เข้าชมอุทยานฯย่าติง ส่วนคราวนี้เรากลับพลาดเส้นทางในส่วนของทางหลวงสาย เสฉวน-ทิเบตสายเหนือ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องที่จะเก็บมาเป็นกังวลให้เสียความรู้สึกเพราะสำหรับผมแล้ว แผนการเดินทางก็เสมือนแบบแปลนที่วางเอาไว้ล่วงหน้า เมื่อมาอยู่ในสถานการณ์จริง ปัจจัยหลายๆอย่างย่อมส่งผลให้สิ่งที่ตั้งใจไว้ต้องคลาดเคลื่อนไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเดินทางอยู่แล้วและจะว่าไปก็ถือว่าเป็นรสชาติของการเดินทางอีกด้วยซ้ำ ที่เราต่างจะต้องคอยแก้ปัญหาและตัดสินใจกันท่ามกลางสถานการณ์จริงโดยปัจจัยที่ผมมักให้ความสำคัญเสมอ คือเรื่องของความปลอดภัยและเรื่องสุขภาพที่ต้องมาก่อน เพราะแม้นเราจะดึงดันเดินทางทั้งๆที่สุขภาพไม่อำนวยก็คงไม่สนุกนัก หรือถ้าให้ต้องเสี่ยงภัยจนเกินเหตุกับการได้ชื่อว่าได้เดินทางไปถึง ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจอะไรนัก โลกนั้นกว้างนัก ยังมีสถานที่ให้เราได้เปิดหูเปิดตาอีกมาก หรือแม้สถานที่ที่พลาดไป ก็ยังมีวันข้างหน้าที่เราจะกลับมาเมื่อทุกอย่างพร้อมกว่าเดิม อย่างเช่นที่ผมกลับมาย่าติงในครั้งนี้ ผมคงไม่เสียเวลามานั่งคิดว่าคราวนี้เราพลาดอะไรไปบ้าง เอาเวลามานั่งรวบรวมความประทับใจในการเดินทางแล้วเริ่มฝันกับการเดินทางในครั้งหน้าดีกว่าครับ