Yading Nature Reserve #6 Tagong Grassland

76YadingHeader7

เต้าเฉิง เมืองเดิมที่คุ้นเคย

ความทรงจำที่ผมมีกับเมืองเต้าเฉิง เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะเป็นสถานที่ที่การเดินทางในครั้งก่อนต้องหยุดลงจากความเจ็บป่วยด้วยโรคแพ้ความสูงของเพื่อนร่วมทางที่ต้องหามเข้าโรงพยาบาลตอนตีสาม ดังนั้นเมื่อพูดถึงเมืองเต้าเฉิง ผมมักจะนึกถึงบรรยากาศอันเย็นชาและวังเวงของโรงพยาบาลเมืองเต้าเฉิง กับความหนาวเหน็บที่ต้องนั่งเฝ้าไข้กันภายในห้องฉุกเฉิน ซึ่งดูไร้ซึ่งความรื่นรมณ์เอาซะเลย แต่วันนี้ผมกำลังจะกลับมา ณ สถานที่เดิมด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากคราวก่อนอย่างสิ้นเชิงครับ เราออกเดินทางจากหมู่บ้านยื่อหวากันแต่เช้ามืด ภายในหมู่บ้านยังคงมืดมิด ทันทีที่รถของพวกเราเริ่มเคลื่อนตัวจากมาผมก็ขอปิดตาหลับเอาแรงในขณะที่อาช่ายนำพวกเรามุ่งสู่เมืองเต้าเฉิง ผมหลับใหลอยู่บนเก้าอี้ได้ไม่นานนักก็เริ่มรู้สึกถึงอากาศที่เริ่มหนาวเย็นจนต้องกระชับเสื้อหนาวให้แน่นขึ้น แสงยามเช้าจากดวงอาทิตย์เริ่มปรากฎอยู่หลังแนวเขา อากาศหนาวเย็นจนผมเองไม่สามารถหลับลงได้ ผมเองในตอนแรกนึกว่ารู้สึกอยู่คนเดียวแต่เมื่อเริ่มมีเสียงบ่นจากสมาชิกคนอื่น พวกเราจึงเริ่มสังเกตถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เมื่อฟ้าเริ่มสางจนมองเห็นสภาพภายนอก คำตอบต่อข้อสงสัยก็ปรากฎเพราะขณะนี้เส้นทางของเรากำลังไต่อยู่บนเทือกเขาสูง ต้นไม้สองข้างทางนอกจากจะดูแห้งแล้งแล้ว เรายังสังเกตเห็นถึงน้ำแข็งค้างที่เกาะอยู่ตามแนวไม้เป็นแนวยาว อากาศบนเทือกเขาขณะนี้น่าจะต่ำกว่าระดับเยือกแข็งเพราะขนาดอยู่บนรถยังหนาวเย็นขนาดนี้ สภาพภายนอกคงหนาวกว่านี้หลายเท่าเป็นแน่ ผมบอกให้อาช่ายจอดรถแล้วลองลงไปสัมผัสกับสภาพอากาศภาพนอก ที่หนาวยะเยือก ไม่เพียงแต่ต้นไม้ที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง ลำธารสายเล็กๆข้างทางก็กลายเป็นน้ำแข็งไปหมด แต่เมื่อแสงแดดจากดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นยอดเขา ความอบอุ่นก็เริ่มเข้าปกคลุมจนสามารถบรรเทาความหนาวลงได้ 54Daocheng ท้องฟ้าที่เริ่มสว่างไสวอันเป็นเวลาเดียวกับที่เราเริ่มเข้าสู่เขตเมืองเต้าเฉิง ถึงแม้จะเป็นเวลา 8 โมงเช้าแล้วแต่ถนนหนทางภายในเมืองยังคงเงียบเหงา ร้านรวงเพิ่งเริ่มเปิดประตูกันออกมาจัดข้าวของ พวกเราเลือกร้านอาหารเล็กๆสำหรับมื้อเช้าในวันนี้ ด้วยเมนูง่ายๆอย่างข้าวต้ม และบะหมี่ร้อนๆ นอกจากจะแวะทานอาหารเช้ากันแล้วพวกเรายังถือโอกาสเดินเล่นภายในเมืองอีกด้วย เต้าเฉิงในวันนี้ดูแตกต่างจาก 3 ปีก่อนที่ผมเดินทางมาถึงพอสมควร อาคารสิ่งก่อสร้างหลายแห่งผุดขึ้นจนเกือบจำไม่ได้ ความรู้สึกที่มีต่อเมืองเต้าเฉิงในวันนี้ช่างแตกต่างจากความรู้สึกเมื่อครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง อาจเป็นเพราะความรู้สึกคราวนั้นเต็มไปด้วยความกังวลและปัญหาที่รุมเร้าจนทำให้ไม่มีอารมณ์ที่จะเที่ยวชมเมือง ซึ่งต่างจากการมาถึงในครั้งนี้ที่บรรยากาศดูสบายๆ แสงแดดยามสายเริ่มสาดส่องเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี พวกเราเดินเล่นชมเมืองพร้อมกับเลือกชิมอาหารเช้าที่ขายกันหลากหลายชนิด ทั้งปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ และซาลาเปาหลากหลายใส้ เราเดินกันไปยังโรงพยาบาลประจำเมืองเพื่อรำลึกความหลัง แต่ตัวอาคารที่ผมเคยนั่งทนหนาวจนตัวสั่น มาวันนี้เหลือเพียงกองอิฐกองโต คนงานก่อสร้างกำลังเร่งมือก่อสร้างอาคารใหม่บนสถานที่แห่งเดิม อันที่จริงเมืองเต้าเฉิงในสายตาผมเปลี่ยนแปลงไปมาก สิ่งก่อสร้างต่างๆผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด อาคารหลายแห่งกำลังถูกก่อสร้างอย่างเร่งรีบตามแผนการพัฒนาภาคตะวันตกของทางการจีนที่ต้องการให้มีความเจริญทัดเทียมกับเมืองทางชายฝั่งตะวันออกที่รุดหน้าไปไกลโขแล้ว เมืองเต้าเฉิง ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองทิเบต-กันเจอะ (Garzê Tibetan Autonomous Prefecture) ในอดีตเต้าเฉิงมีชื่อว่าเต้าปา อันมีความหมายในภาษาทิเบตว่าคือดินแดนที่เป็นประตูสู่หุบเขาอันกว้างใหญ่  ครั้นเมื่อมีการเพาะปลูกข้าวขึ้นในดินแดนแถบนี้ จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น เต้าเฉิง อันมีความหมายว่าเมืองแห่งข้าว เมืองเต้าเฉิงและดินแดนโดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยที่ตั้งทำเลที่เป็นทางผ่านของแม่น้ำถึงสามสายอันได้แก่ แม่น้ำฉีตู (Chitu River) แม่น้ำตงยี่ (Dongyi River) และสุดท้ายคือแม่น้ำเต้าเฉิง (Daocheng River) ที่มีต้นกำเนิดจากภูเขาไหจื่อ (Haizi Moutain) ภูเขาที่เรากำลังมุ่งหน้าไปในขณะนี้ครับ 53Yading

ไหจื่อซัน ภูเขาโลกพระจันทร์  

อันที่จริงเส้นทางจากเมืองเต้าเฉิงสู่หลี่ถังที่พวกผมกำลังเดินทางอยู่นั้นเป็นเส้นทางเดียวกับในตอนขามา แต่กลับกลายเป็นว่าผมเองไม่คุ้นชินกับทิวทัศน์รอบข้างเอาซะเลย สาเหตุอาจเป็นเพราะในขามาเราต่างงีบหลับในเวลาที่ผ่านเส้นทางแถบนี้ก็เป็นได้ ถนนลาดยางอย่างดีลัดเลาะไปตามที่ราบสูงที่เลียบไปกับลำธารตื้นๆ ก้อนหินใหญ่น้อยที่ถูกกระแสน้ำกัดกร่อนจนกลมมนเรียงรายอยู่กลางสายน้ำดูแปลกตา นอกจากนี้สองข้างทางขณะนี้ปรากฎแต่ก้อนหินลูกโตเรียงรายไปจนสุดลูกหูลูกตา ไม้พุ่มเล็กๆที่กำลังใกล้พลัดใบต่างแทรกตัวอยู่ในร่องหินเสมือนมีใครมาแต่งแต้มสีแดงเข้ากับภาพของทะเลก้อนหินที่ตัดกันกับฟ้าสีครามเข้ม ภาพตรงหน้าเป็นสัญญาณที่บอกว่า เราเข้าสู่เขตภูเขาไหจื่อ หรือไห่จื่อซันในภาษาจีนแล้วครับ บนพื้นที่กว่า 3200 ตารางกิโลเมตรของภูเขาไหจื่อ เป็นการผสมผสานทิวทัศน์ของเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ กับลานหินที่ไร้ต้นไม้ใหญ่ และทะเลสาบสีฟ้าเข้มดั่งสีเทอร์ควอย ว่ากันว่ามีจำนวนทะเลสาบมากถึง 1,145 แห่งกระจายอยู่ในเขตภูเขาไหจื่อแห่งนี้ ถนนที่พวกเรากำลังเดินทาง ตัดผ่านใจกลางภูเขาไหจื่อสองข้างทางดูแห้งแล้งดั่งโลกพระจันทร์ แต่ก็เป็นความแห้งแล้งที่ดูแปลกตาและสวยงาม ผมขอให้อาช่ายช่วยหยุดรถตรงจุดสูงสุดของเส้นทาง และถึงแม้จะเป็นเวลาเที่ยงที่แสงแดดแผดจ้า แต่อากาศกลับหนาวเย็นยะเยือก มองออกไปสุดสายตาคือแนวภูเขาหิมะที่เรียงรายเป็นทิวยาว ลานหินตรงหน้าเสมือนดั่งสวนหินที่ธรรมชาติสร้างไว้อย่างวิจิตรบรรจง 55Daocheng อันที่จริงเมืองหลี่ถังที่เราย้อนกลับมาถึงอีกครั้งถือว่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่พอสมควรเลยทีเดียว แต่พวกผมก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสมากนัก เพราะแทนที่จะเลี้ยวเข้าไปให้พวกเราได้ชมเมืองกัน อาช่ายกลับเลือกที่จะเลี้ยวออกนอกเมืองในทันทีโดยให้คำตอบว่าเมืองนี้ไม่มีอะไร การต่อกรกับคนขับรถเช่นอาช่ายคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ขิงที่ผมเองดูแล้วก็น่าเห็นใจ เพราะพวกเราเองบางครั้งก็ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะแก้ต่าง และขึนเถียงมากๆแล้วโดนเฮียแกแกล้งกลับคงสนุกกันหละคราวนี้ ส่วนใหญ่ก็เลยต้องยอมกันไปเพราะยังต้องเดินทางด้วยกันอีกหลายวัน การสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันระหว่างการเดินทางคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก หลังจากแวะทานอาหารที่นอกเมืองหลี่ถัง เส้นทางยังคงซ้อนทับกันการเดินทางในขามา ทิวทัศน์สองข้างทางดูคุ้นตา ผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า เทือกเขาหัวโล้นน้อยใหญ่ผ่านเข้ามาสู่สายตา แต่การเดินทางในช่วงบ่ายเป็นไปอย่างเชื่องช้าเนื่องจากมีขบวนของรถทหารที่สวนทางมาอย่างไม่ขาดสายทำให้ต้องหยุดรอหลายต่อหลายครั้ง เย็นนี้เรากลับมาค้างคืนกันที่เมืองหย่าเจียง เมืองกลางหุบเขาที่เราเคยมาพักพิงเมื่อตอนขามา และถึงแม้ที่พักเมื่อคราวก่อนเรียกได้ว่าไม่เลวนัก แต่พวกผมก็ลงมติว่าขอเปลี่ยนบรรยากาศดีกว่า โดยส่งตัวแทนเป็นพี่ขิงและขาวลงไปเสาะหาเช่นเดิม และหลังจากเดินหาอยู่นานในที่สุดเราก็ได้โรงแรมเล็กๆที่ต้องเดินลงไปยังชั้นใต้ดิน สภาพห้องดูสะอาดพอใช้ คือคิดเสียว่าเอาไว้นอนอย่างเดียวก็พอรับได้ครับ เนื่องจากเสบียงคลังที่เราขนกันมาแทบเต็มคันรถ ทำให้วันนี้เราเลือกที่จะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีอยู่เต็มหลังรถ เพราะถ้าไม่กำจัดออกไปบ้างคงต้องมีขนกลับเมืองไทยเป็นแน่ แต่หลังจากอิ่มท้องด้วยบะหมี่กันคนละชามแล้วก็ได้เวลาออกท่องเมืองหย่าเจียงยามค่ำกัน หย่าเจียงเป็นเมืองเล็กๆที่สร้างขึ้นกลางหุบเขา  มีถนนหลักกลางเมืองเพียงเส้นเดียว ผู้คนที่เดินผ่านไปมามีทั้งที่เป็นคนจีนและคนทิเบต เพียงแค่หัวค่ำ ร้านค้าต่างๆก็เริ่มปิดตัวลง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงคึกคัก คือร้านปิ้งย่างที่สามารถหาได้เกือบทุกเมืองในเมืองจีน ชั้นวางหน้าร้านมีของสดเสียบไม้ให้เลือกหลากหลายชนิด ทั้งเนื้อจามรี เนื้อหมู  เนื้อไก่ หรือว่าจะเป็นผักนานาชนิดก็สามารถเลือกได้ตามชอบ เมื่อเลือกเป็นที่เรียบร้อย เจ้าของร้านก็จะจักการนำไปปิ้งพร้อมกับทาด้วยเครื่องปรุงรสเค็มๆเผ็ดๆ แกล้มด้วยน้ำชาร้อนๆเป็นการแก้หนาวได้ดีครับ

สีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วง

ถึงแม้เช้าวันนี้เราจะออกเดินทางกันตั้งแต่ฟ้าสาง แต่กลับต้องมาติดอยู่ที่ด่านตำรวจตรงทางออกจากเมืองหย่าเจียง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำการตรวจสอบและบันทึกผู้ที่เดินทางผ่านไปมาอย่างละเอียด ซึ่งกว่าที่เจ้าหน้าที่จะค่อยๆจดชื่อ ตรวจสอบพาสปอร์ต และวีซ่าของพวกเราแต่ละคนเสร็จ มองนาฬิกาก็ผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงพอดี 56Highway เส้นทางในช่วงแรกของวันนี้ลัดเลาะไปในหุบเขาสูง มีลำธารเชี่ยวกรากขนาบข้างไปตลอดทาง แต่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับพวกเราคือไม้ใหญ่น้อยริมลำธารในช่วงนี้ต่างแข่งกันอวดสีสันทั้งแดง เหลือง ส้ม ดูงดงามจนเกินกว่าจะมองผ่านไปเฉยๆ อาช่ายต้องหยุดรถหลายครั้งหลายคราเพื่อให้พวกผมได้ลงไปเก็บภาพประทับใจตรงหน้า อาจจะเป็นว่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่เราจะเห็นแต่สีเหลืองของไม้สนที่กำลังจะผลัดใบจนเริ่มจะชาชิน แต่ป่าไม้ริมลำธารที่เห็นอยู่นี้เป็นการผสมผสานของธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งโขดหิน ลำธาร และพรรณไม้หลากสี 57Tagong เมื่อแนวไม้ใหญ่สีเหลืองอร่ามเริ่มปรากฎให้เห็นตามแนวถนน  เป็นสัญญาว่าขณะนี้กำลังเข้าใกล้เมืองซินตูเฉียวเข้าไปทุกที  แต่ก่อนที่จะเข้าถึงตัวเมือง เราแยกขึ้นเหนือเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองตันปา (Danba) อันเป็นจุดหมายของเราในวันนี้ ถนนหนทางในช่วงนี้มีสภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถนนกว้างขวางวิ่งสบายกว่าที่ผ่านมาเยอะ เพื่อนร่วมทางที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเริ่มมีให้เห็นหนาตาขึ้น โดยเฉพาะตามริมทางที่ต่างหยุดรถเพื่อเก็บภาพแนวไม้ใหญ่ในยามที่ใกล้เวลาผลัดใบเต็มที พวกผมมาหยุดยืดเส้นยืดสายกันที่วัดทิเบตเล็กๆแห่งหนึ่ง  บ้านเรือนในแถบนี้ยังคงมีสถาปัตยกรรมแบบทิเบตที่สวยงาม โดยเฉพาะลวดลายเขียนสีที่ประตูและหน้าต่าง ผมขออนุญาติคุณลุงที่กำลังผ่าฟืนอยู่หน้าบ้าน เพื่อเข้าไปถ่ายรูปประตูบ้านแก คุณลุงพยักหน้าให้อย่างใจดี การมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างพวกเราทำเอาลูกหลานในบ้านคุณลุงแตกตื่น เด็กสาวสองคนแอบมองผู้มาเยือนผ่านช่องประตูอย่างเอียงอาย จนพวกผมต้องชวนให้มาถ่ายรูปด้วยกัน  เราเดินทางกันต่อท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามของฤดูใบไม้ร่วง ข้างทางยังคงเห็นทั้งบ่าวสาวที่กำลังถ่ายภาพแต่งงาน ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่แวะเก็บภาพทิวทัศน์รายทาง รวมถึงทีมงานถ่ายแบบนิตยสารที่มาพร้อมกับนางแบบในชุดแปลกตา

ถ่ากง ดินแดนแห่งทุ่งหญ้า

พวกผมมุ่งหน้าขึ้นเหนือจากซินตูเฉียวมาได้ประมาณ 30 กิโลเมตร ก็ถึงดินแดนแห่งทุ่งหญ้านามว่า ถ่ากง ที่มีความหมายตามภาษาทิเบตว่า “ดินแดนอันเป็นที่สิงสถิตแห่งองค์พระโพธิสัตว์” และถึงแม้ทุ่งหญ้าแห่งนี้จะมีความสูงถึง 3500 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่ผมกลับไม่รู้สึกถึงอากาศอันเบาบางหรืออาการเหนื่อยง่าย คงเป็นเพราะร่างการได้รับการปรับตัวมาหลายวัน รวมถึงผ่านการเดินทางบนที่สูงมากกว่า 4000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มาแล้วจากย่าติง 58Tagong สีสันของทุ่งหญ้าถ่ากงในวันที่ผมเดินทางมาถึงดูหมองหม่นและแห้งแล้ง ด้วยขณะนี้ย่างเข้าฤดูหนาวมาทุกขณะ แต่สิ่งที่ยังคงเจิดจรัสเป็นประกายอยู่กลางทุ่งหญ้าคือเจดีย์ทองของวัดถ่ากง ที่สร้างจากทองคำหนักกว่า 100 กิโลกรัม มองออกไปเบื้องหลังเจดีย์ทองคือยอดเขายาลา (Yala Mountain) ที่แทงยอดสูงตระหง่านเทียมเมฆ น่าเสียดายวัดแห่งนี้ไม่เปิดให้เข้าชมภายในได้ ดังนั้นผมจึงต้องอาศัยเดินเที่ยวกันรอบกำแพงวัดแทน นักท่องเที่ยวบางคนอาจเลือกการนั่งม้าชมทิวทัศน์ไปตามเนินเขาที่โล่งเตียนไปด้วยทุ่งหญ้ากว้าง แต่พวกผมที่นั่งมากันมาจนระบบจากย่าติงก็ขอบอกผ่าน แค่ได้ชมภาพสวยๆของเจดีย์ทองที่มีภาพของภูเขาหิมะเป็นพื้นหลังแค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ ความตั้งใจแรกที่จะกินกลางวันกันที่หมู่บ้านถ่ากงต้องเลื่อนออกไปเพราะดูแล้วไม่มีร้านที่น่าสนใจ อีกทั้งนักท่องเที่ยวแถบนี้ค่อนข้างเยอะจนดูวุ่นวาย ดังนั้นพวกเราจึงเดินทางกันต่อ ก่อนที่จะแวะกินข้าวกลางวันกันที่เมืองบาเหมย (Bamei) เมืองเล็กๆบนทางผ่านที่เงียบสงบ ร้านอาหารตามสั่งเล็กๆข้างทาง ดูแล้วไม่แตกต่างจากหลายวันที่ผ่านมาทั้งเมนูและรสชาติ อันเป็นสิ่งที่ต้องทำใจครับ เพราะในเมืองเล็กๆเช่นนี้ไม่มีตัวเลือกให้เลือกมากนัก ขีนผ่านเลยไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเจอร้านอาหารอีก 59Tagong เส้นทางของพวกเรายังคงมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เมืองตันปา ถนนหนทางเริ่มแคบลงทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งที่อาช่ายไม่สามารถทำความเร็วได้มากนัก แต่อีกสาเหตุที่สำคัญที่พวกเราสังเกตุมาตลอดทางคือ ปัญหาความร้อนของรถที่อาช่ายต้องคอยเติมน้ำหม้อน้ำตลอดเวลา ทำให้ผมเองรู้สึกว่าวันนี้เราเดินทางกันช้ามาก ทั้งๆที่เมืองตันปาดูแล้วไม่ไกลเท่าไหร่นัก แต่กว่าจะไปถึงก็เกือบ 4 โมงเย็นเข้าไปแล้ว เส้นทางสู่เมืองตันปาต้องผ่านเข้าไปยังหุบเขาสูงชัน ถนนแคบๆลัดเลาะไปบนเส้นทางที่คดเคี้ยว ผ่านหมู่บ้านชาวทิเบตหลายต่อหลายหมู่บ้าน ก่อนจะมาถึงยังเมืองตันปาที่ตั้งอยู่ริมโตรกผาสูงตระหง่าน ด้านหนึ่งคือแม่น้ำต้าตู (Dadu) ที่เชี่ยวกราก อีกด้านคือภูผาสูง ตัวเมืองตันปาถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญมากเมืองหนึ่งเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆที่ผมเดินทางผ่านมา ความตั้งใจแรกของพวกเราคืออยากหาที่พักนอกเมืองที่ตั้งอยู่ทางกลางธรรมชาติของเมืองชนบท แต่เนื่องจากกลัวว่าจะไม่สะดวกเรื่องอาหารการกิน อีกทั้งอาช่ายก็ออกตัวว่าต้องการเอารถไปซ่อมด้วย ดังนั้นจึงจบลงด้วยการหาที่พักภายในเมืองแทน และเนื่องจากตันปาเป็นเมืองค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นโรงแรมจึงหาได้ไม่ยากนัก โรงแรมในคืนนี้มีสภาพค่อนข้างใหม่ ห้องพักกว้างขวางสะอาดสะอ้าน แต่ต้องออกแรงกันมากหน่อยเพราะที่นี่ไม่มีลิฟท์ และห้องพักของเราอยู่สูงถึงชั้น 4 เรียกว่ากว่าจะแบกเป้หลังใบโตขึ้นไปถึงห้องพักก็เหนื่อยหอบกันทีเดียว อาช่ายหลังจากปล่อยพวกเราลงที่โรงแรมแล้วก็ขอตัวเอารถไปซ่อม ปล่อยให้พวกเราได้เดินเล่นยามเย็นกันภายในเมืองตันปา 60Tagong ถึงแม้ตันปาจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองใหญ่พอสมควร แต่ด้วยสภาพที่ตั้งที่อยู่ห่างไกล ดังนั้นจึงได้มีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ร้านรวงสองข้างทางดูทันสมัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีชาวบ้านในชุดพื้นเมืองออกมาขายพืชผักผลไม้กันแถวตลาดกลางเมือง เป็นภาพของเมืองที่มีการผสมผสานความเจริญจากโลกภายนอกกับวิถีชิวิตดั้งเดิมของผู้คนที่ดำเนินไปภายในเมืองแห่งนี้ อาหารมื้อเย็นในวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นมื้ออาหารที่เราต่างพิถีพิถันในการเลือกเป็นพิเศษ เพราะเกิดอาการเบื่อร้านอาหารตามสั่งที่อาช่ายเลือกให้ทุกวัน และที่นี่ก็มีตัวเลือกที่หลากหลายพอสมควร ซึ่งในที่สุดทุกคนก็ลงมติเลือกร้านหม้อไฟที่ดูคล้ายๆกับสุกี้บ้านเราครับ หม้อไฟร้อนๆท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บช่วยให้เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายเป็นอย่างดีครับ หลังจากอิ่มท้องกันแล้วก็ถึงเวลาเดินกลับโรงแรมที่อยู่ห่างจากใจกลางเมืองพอสมควร ในตอนขามา ช่วงนั้นอากาศกำลังอุ่นพอดีๆจากแสงแดดยามเย็น แต่พอถึงเวลาค่ำเช่นนี้ ลมหนาวที่พักกรรโชกมาจากลำธารสายใหญ่ทำเอาสะท้านจนถึงกระดูก ต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งกันกลับโรงแรมอย่างเร็วพลัน