Yading Nature Reserve #5 Heaven on Earth

75YadingHeader6

แดนสวรรค์บนผืนดิน

ค่ำคืนที่ผ่านมาเป็นคืนแรกที่ผมนอนหลับๆตื่นๆตลอดทั้งคืน สาเหตุไม่ใช่ว่าตื่นเต้นที่ได้มาถึงย่าติง แต่เป็นเพราะร่างกายที่่ยังไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศอันเบาบางบนที่สูงเช่นนี้

ทั้งอาการปวดหัวตึบๆ และหายใจไม่ค่อยทัน ทำเอากระสับกระส่ายทั้งคืน เช้านี้ลองถามคนอื่นๆก็มีอาการคล้ายๆกันคือนอนไม่ค่อยหลับ เช้านี้แต่ละคนจึงตื่นมาด้วยอาการมึนๆก่อนมานั่งล้อมวงชงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินกันในห้องนอน เพราะเข็ดกับเมื่อวานที่ทั้งวันได้กินข้าวมื้อเดียวตอน 1 ทุ่ม วันนี้จึงกันเหนียวไว้ก่อน อย่างน้อยมีอะไรรองท้อง ถ้าเที่ยวจนเพลินแล้วต้องหิ้วท้องไปถึงมื้อค่ำก็ยังพอไหว

เราจ้างรถมินิแวนของที่พักให้มาส่งที่หน้าทางเข้าอุทยานฯที่เป็นจุดขึ้นม้าแทนที่จะรอรถอุทยานฯซึ่งไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ มิหนำซ้ำถ้ามาแล้วอาจเต็มอีกต่างหาก เช้านี้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจนม้าในช่วงแรกเกิดขาดแคลนเข้าอีกทำให้ต้องยืนหนาวรอคิวเกือบครึ่งชั่วโมง วันนี้ผมสามารถเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยโดยไม่ต้องเร่งรีบอย่างเช่นวันวานเพราะวันนี้เรามีจุดหมายเพียงแค่ทะเลสาบไข่มุกเท่านั้น ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็น่าจะเพียงพอ

48Yading

พวกเรามาถึงบริเวณวัดชงกู่ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างหนาตา สีหน้าของผู้มาเยือนส่วนใหญ่ต่างตื่นเต้นกับทัศนียภาพอันน่าอัศจรรย์ตรงหน้า ทั้งป่าสน เทือกเขา ลำธารเชี่ยวกราก และถึงแม้พวกผมจะมาเยือนที่นี่เป็นวันที่ 2 แต่ก็ไม่หายตื่นเต้นกับทัศนียภาพที่สวยจนไม่รู้จะบรรยายออกมาได้อย่างไรครับ ผมเดินมาพบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เจอกันเมื่อคืนอีกครั้ง เราต่างทักทายกันด้วยความยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้ง ผมมองนาฬิกาแล้วก็ต้องบอกให้รีบไปนั่งรถไฟฟ้าเพราะถ้าขืนชักช้าอาจต้องรอม้าที่จะเข้าไปยังทะเลสาบน้ำนมก็เป็นได้ เราบอกลากันพร้อมๆกับความหวังว่าต่างจะได้พบเจอกับสิ่งที่คาดหวังไว้ มองดูท้องฟ้าสีครามในวันนี้แล้วคงวางใจได้ ว่าธรรมชาติอันงดงามของอุทยานฯย่าติงกำลังรอพวกเราทั้งสองกลุ่มอยู่

เส้นทางจากวัดชงกู่สู่ทะเลสาบไข่มุก เป็นบันไดปูนที่ค่อยๆไต่ระดับขึ้นไปบนเนินเขาท่ามกลางอ้อมกอดของป่าสนสีสันสดใส มองไปทางไหนก็แปลกหูแปลกตาไปหมด บรรยากาศเหมือนหนังรักโรแมนติกที่คู่หนุ่มสาวเดินคลอเคลียกันภายใต้ร่มไม้ใหญ่ แต่เดินมาได้ระยะหนึ่งความเหนื่อยก็เริ่มเข้ามาแทนความตื่นเต้น ผมเดินๆหยุดๆโดยหาข้ออ้างว่าหยุดถ่ายรูป ซึ่งอันที่จริงเหมือนทางอุทยานฯจะรู้ว่าการเดินขึ้นบันไดบนระดับความสูงเช่นนี้ต้องใช้แรงกายไม่น้อยเลย ดังนั้นตลอดทางเดินของที่นี่จึงมีจุดนั่งพักให้เป็นระยะๆ นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกที่จะนั่งแคร่ที่มีชาวบ้านหามกันมา ระยะทาง 1.5 กิโลเมตรที่ดูเหมือนจะใกล้แต่ใช้เวลาไม่น้อยเลย บันไดขั้นแล้วขั้นเล่าที่ผมต้องค่อยๆก้าว จนกระทั่งยอดเขาเซียนหน่ายรื่อเริ่มปรากฎให้เห็นอยู่ลิบๆ ยอดเขาหิมะสีขาวโพลนตัดกับท้องฟ้าสีครามเข้มที่วันนี้ไร้ซึ่งเมฆหมอกมาบดบัง สะพานไม้ที่ทอดยาวตรงหน้านำผมเข้าสู่ทะเลสาบไข่มุกสีเขียวมรกต ที่รายล้อมด้วยป่าสนสีเหลืองเข้มของฤดูใบไม้ร่วง อันเป็นช่วงเวลาสั้นๆของปีที่ธรรมชาติจะได้อวดสีสันอันงดงาม  ยอดเขาเซียนหน่ายรื่อตั้งตะหง่านอยู่เบื้องหน้าดูยิ่งใหญ่และสงบนิ่งในเวลาเดียวกัน ธงมนต์ที่โยงใยอยู่รอบทะเลสาบโบกสะบัดไปตามกระแสลม ทิวธงที่บ่งบอกถึงแรงศรัทธาที่ชาวธิเบตมีต่อดินแดนแห่งนี้โดยเฉพาะยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งย่าติงทั้งสามยอด

50Yading

ยอดเขาเซียนหน่ายรื่อสูงตระหง่านถึง 6,032 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นตัวแทนขององค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งในเมืองไทยมักรู้จักพระองค์ในร่างอวตารที่เป็นอิสตรีนาม เจ้าแม่กวนอิม อันเป็นตัวแทนของความเมตตากรุณา ดั่งพระนามขององค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่มีความหมายว่าพระผู้เป็นใหญ่ที่เฝ้ามองจากเบื้องบน อันเป็นความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายานที่ว่าพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงสามารถบรรลุซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่ทรงยั้งยั้งไว้เนื่องจากความกรุณาและสงสารต่อสรรพสัตว์ที่ทรงได้แลเห็นจากเบื้องบน

บริเวณรอบทะเลสาบไข่มุก ทางอุทยานฯได้ทำทางเดินเป็นสะพานไม้ยกสูงเพื่อป้องกันมิให้นักท่องเที่ยวลงไปเดินเหยียบย่่ำธรรมชาติอันเปราะบางเบื้องล่าง ผมนั่งพักบริเวณระเบียงชมทิวทัศน์ริมทะเลสาบ ภาพที่ปรากฎตรงหน้าคือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่รังสรรค์ความงดงามขององค์ประกอบต่างๆได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นยอดเขาหิมะเซียนหน่ายรื่อที่เด่นสง่า โอบล้อมด้วยป่าสนสีเหลืองเข้ม และทะเลสาบสีเขียวมรกตที่แสงแดดยามสายตกกระทบน้ำเกิดเป็นแสงระยิบระยับ

นักท่องเที่ยวที่เดินร่วมทางกันมาต่างทยอยเดินมาถึงระเบียงที่ผมนั่งพักอยู่ ผู้มาเยือนบางคนเลือกที่จะเดินเก็บภาพตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ บางคนเลือกที่จะนั่งนิ่งๆซึมซับความสวยงามไว้กับสองตา ส่วนบางคนในกลุ่มพวกเราเลือกที่จะนั่งกินขนมที่ติดกระเป๋ามาพร้อมกับชมวิวไปด้วย เหมือนการมานั่งปิคนิคกัน ฟ้าใสๆยามเที่ยงมาพร้อมกับแสงแดดที่แผดแรง หิมะบนยอดเขาถูกแสงแดดเผาจนเกิดเป็นไอคลอเคลียไปทั่ว ผมนั่งชมความงามตรงหน้าจนรู้สึกตัวอีกทีเมื่อเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง

จากขามาที่แต่ละย่างก้าวคือความเหนื่อยอ่อน ส่วนขากลับเป็นการเดินอย่างสบายๆ ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ว่าถึงเวลาต้องลาจากย่าติงแล้ว อันที่จริงก็เป็นเรื่องธรรมชาติของการเดินทางที่มีพบเจอก็ต้องมีลาจาก ซึ่งความรู้สึกในครั้งนี้คือความอิ่มเอมกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ได้พบเจอ ผมเดินกลับมาถึงวัดชงกู่อีกครั้ง ยอดเขาเซียนั๋วตัวจี๋ ที่มองเห็นจากวัดชงกู่ในขณะนี้ดูยิ่งใหญ่ด้วยแสงแดดที่ตกกระทบ ลำธารสายน้อยไหลคดเคี้ยวไปตามทุ่งหญ้าที่ถูกแซมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขณะนี้กำลังแข่งกันสลับสีทั้งแดง เหลือง จากจุดนี้พวกผมเลือกที่จะเดินกลับแทนการนั่งม้า เพราะระยะทางที่ดูไม่ไกลนัก อีกอย่างการค่อยๆเดินก็สามารถหยุดถ่ายรูปไปได้ตลอดทาง โดยเฉพาะในช่วงที่เส้นทางเลียบไปกับลำธารสายเล็กๆที่เชี่ยวกราก สายน้ำที่แตกกระเซ็นจากการตกกระทบกับโขดหิน ถูกโอบล้อมด้วยแนวสนสูงตระหง่าน เป็นภาพที่ต้องลงเดินด้วยสองเท้าเท่านั้นถึงจะสามารถเก็บภาพเหล่านี้ได้ เพราะการถ่ายรูปขณะนั่งอยู่หลังม้าที่โขยกเขยกตลอดเวลาไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลย ลำพังแค่ทรงตัวให้อยู่ก็แทบจะไม่ไหวแล้ว

เรามาถึงท่ารถโดยสารเพื่อเดินทางออกจากอุทยานฯ พี่ขิงบอกกับคนขับให้ช่วยหยุดให้เราลงไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้กับที่พัก ซึ่งไม่ใช่แค่พวกเราเท่านั้นเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ทำเช่นเดียวกัน ดังนั้นการเดินทางในครั้งนี้จึงใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะต้องหยุดเป็นระยะๆให้ผู้โดยสารลงไปเอากระเป๋า และเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด พวกผมจึงแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งรีบลงไปเอากระเป๋า อีกกลุ่มคอยเฝ้าอยู่ที่รถเพื่อให้แน่ใจว่าคนขับจะไม่ขับรถหนีพวกเราไป เส้นทางที่คดเคี้ยวไปตามสันเขาพาเรามุ่งหน้าออกจากตัวอุทยานฯ ผ่านจุดชมวิวที่วันแรกเราแวะกันลงไปถ่ายรูป ผมมองยอดเขาเซียนหน่ายรื่อจากจุดนี้แล้วเข้าใจถึงคำพูดของเพื่อนร่วมทางชาวอินโดนีเซียที่ก่อนหน้านี้บอกว่าความสวยของตรงนี้เทียบไม่ได้กับทิวทัศน์ภายในอุทยานฯเลย

 

51Yading

ผมนั่งหลับมาจนรู้สึกตัวอีกทีเมืื่อรถหยุดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ขึ้นมาตรวจบัตรผ่านประตู ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีจนกระทั่งเจ้าหน้าที่สาวเดินตรวจมาถึงแถวเกือบหลังสุด ปรากฎว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีนบางคนที่ไม่มีบัตรจึงเกิดการโต้เถียงกันเสียงดังลั่น สอบถามพี่ขิงได้ใจความว่านักท่องเที่ยวคนนี้ไม่มีบัตรแล้วยังมาเบ่งกับเจ้าหน้าที่จนทำให้เจ้าหน้าที่สาวหัวเสียจนเกิดการถกเถียงกันดังลั่น ผมเองกลัวอยู่อย่างเดียวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะทำให้พวกเราทั้งรถไม่ได้เดินทางกันต่อไป แต่หลังจากวุ่นวายกันสักพัก คนขับรถก็ได้รับสัญญาณให้เดินทางต่อไปได้ โดยพี่ขิงบอกว่าเจ้าหน้าที่บอกว่าเดี๋ยวค่อยไปจัดการกันที่ด่านหน้าประตูอุทยานฯซึ่งสุดท้ายแล้วผมเองก็ไม่ทราบถึงชะตากรรมของนักท่องเที่ยวคนนั้น แต่สำหรับผมแล้วกฎก็คือกฎ ถ้าเราเลือกที่จะเข้าชมแล้วก็ควรทำตามกฎที่ตั้งไว้ ถ้าไม่คิดจะจ่ายเงินก็ขอไม่เข้าดีกว่าต้องมานั่งหลบๆซ่อนๆ เพราะถึงแม้จะหลบหลีกเจ้าหน้าที่ได้ก็ตามแต่เราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ากำลังทำอะไรอยู่ ผมขอเที่ยวอย่างสบายใจดีกว่าครับ

กว่าจะออกมาถึงประตูทางเข้าอุทยานฯ เวลาก็ล่วงเลยถึงบ่าย 4 โมงเย็น พี่ขิงโทรนัดแนะให้อาช่ายขับรถมารออยู่ตรงปากทาง หลังจาขนสัมภาระขึ้นรถกันเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางต่อ พี่ขิงบอกให้อาช่ายพาพวกเราไปยังภูเขาเอ๋อซู หรือเรียกตามภาษาจีนคือ เอ๋อซูซัน (Echu Mountain) ภูเขาที่สูงถึง 5,140 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานฯย่าติงเช่นกันแต่ต้องแยกไปคนละทางกับที่เราผ่านมา เอ๋อซูซันสามารถเดินทางถึงด้วยรถยนต์บนถนนที่มีสภาพไม่ค่อยดีนัก อันเป็นสาเหตุให้อาช่ายเริ่มออกอาการอิดออดว่าถนนไม่ดี เดี๋ยวไปแล้วจะกลับมาดึกจนกลับไปนอนที่เต้าเฉิงไม่ทัน และอีกหนึ่งเหตุผลที่ยกมาอ้างคือ อาช่ายเองก็ไม่เคยไปเหมือนกัน แต่พวกเราทุกคนก็ออกเสียงเป็นมติเอกฉันท์ว่ายังไงก็จะไป ถ้ากลับมาดึกก็ไม่ต้องไปถึงเต้าเฉิง คืนนี้พักกันที่หมู่บ้านยื่อหวาที่เราพักเมื่อคืนก่อนก็ได้

จากข้อมูลที่มีอยู่ในมือ เอ๋อซูซันมีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามในยามฤดูใบไม้ร่วง ที่ต้นไม้ทั่วทั้งป่าจะผลัดใบเป็นสีแดงไปทั้งเขา แต่ถึงแม้เราจะได้รับการยืนยันจากทั้งสองสามีชาวอินโดนีเซีย และคนขับรถของอุทยานฯ ว่าขณะนี้ใบไม้ส่วนใหญ่ผลัดใบร่วงลงเกือบหมดแล้ว แต่พวกผมก็ยังเลือกที่จะเดินทางมาเยือนเพราะไหนๆก็มาถึงแล้วถึงไม่ได้ชมใบไม้สีแดง ก็ยังหวังลึกๆว่าจะมีสิ่งอื่นมาทดแทนบ้าง และทันทีที่รถของเราแยกขวาสู่หนทางที่มุ่งหน้าขึ้นเอ๋อซูซัน ถนนที่เคยเป็นถนนลาดยางอย่างดีก็กลายสภาพเป็นถนนขรุขระที่เต็มไปด้วยกรวดหิน ผ่านมาได้สักพักสองข้างทางเริ่มปรากฎแนวของต้นแป๊ะก๊วยที่กำลังใกล้ผลัดใบ สีเหลืองอร่ามของใบแป๊ะก๊วยเวลานี้เมื่อต้องแสงยามเย็นเกิดเป็นแสงระยิบระยับสวยงาม ใบไม้ที่ผลัดใบร่วงปลิวไปตามสายลมที่กรรโชกมาเป็นระยะเนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลาเย็นย่ำเต็มทีผมจึงไม่กล้าขอให้อาช่ายหยุดรถเพื่อถ่ายรูปดังเช่นปกติ จึงได้แต่ชื่นชมความสวยงามจากสายตาทั้งสองเท่านั้น

นอกจากสีเหลืองของใบแป๊ะก๊วยแล้วยังแทรกด้วยสีเขียวและสีแดงของต้นไม้นานาพรรณที่เกินกว่าผมเองจะบ่งบอกถึงชนิดของแต่ละต้นได้ โค้งแล้วโค้งเล่าที่เราเดินทางผ่านเริ่มปรากฎภาพของเทือกเขาหิมะภายในอุทยานฯย่าติงที่แข่งกันแทงยอดสูงเสียดฟ้าอยู่ลิบๆ พวกเราเองรวมถึงอาช่ายก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าบนยอดเขาจะสวยงามเช่นไร เส้นทางนำพวกเรามาถึงยอดเนินที่สามารถมองเห็นภาพได้เกือบ 360 องศา มองไปรอบด้านคือเทือกเขาหิมะที่รายล้อมพวกเราอยู่ในขณะนี้ อาช่ายขับรถไปเรื่อยๆพร้อมกับความสงสัยของผมว่าเราจะไปหยุดกันตรงไหน เส้นทางเริ่มลาดลงเขาเรื่อยๆจนผมเองเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ แต่มาแน่ใจเมื่ออาช่ายเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครบางคน และสุดท้ายพี่ขิงก็แปลให้ฟังว่า ท่าทางเราจะเลยมาแล้วหละ ถ้าเกิดขับต่อไปเรื่อยๆมีหวังทะลุไปถึงยูนนานแน่ๆ ดังนั้นยอดเอ๋อซูซัน ก็น่าจะเป็นยอดเนินที่เราผ่านมาแล้วนั่นเอง

ผมเองเพิ่งสังเกตุเห็นว่าบรรดาไม้พุ่มที่ขึ้นอยู่ทั่วไปบนเนินเขาครั้งหนึ่งคงเคยมีสีแดงสด แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปจึงเริ่มเปลี่ยนสีเป็นแดงเข้มจนเกือบจะเป็นน้ำตาลในขณะนี้ ถ้าเราเดินทางมาถึงก่อนหน้านี้สักสองอาทิตย์คงได้ภาพที่แตกต่างออกไป แต่ถึงอย่างไรก็ตามความสวยงามบนยอดเอ๋อซูซันก็ทำเอาพวกเราตาเบิกโพลงกับภาพทิวเขาหิมะยาวเหยียดที่อยู่ปลายขอบฟ้า  พระอาทิตย์ขณะนั้นเริ่มทอแสงยามเย็นเป็นแสงสีทองตกกระทบทั้งยอดเขาและทุ่งหญ้าที่พวกผมกำลังเหยียบย่ำอยู่ มองไปเป็นทุ่งหญ้าทองอร่ามไปหมด ลีลาของธรรมชาติในยามที่แสงแห่งวันใกล้สิ้นสุดค่อยๆผ่านไปอย่างมีสีสัน จนกระทั่งลำแสงจากดวงตะวันเริ่มอ่อนแรงลงก่อนจะลับเหลี่ยมเขาไปในที่สุด เมื่อแสงแดดหมด ความหนาวเย็นก็เข้าคลืบคลานมาอย่างรวดเร็ว พวกผมกลับขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับสู่เมือง ความมืดเข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว เส้นทางที่คดโค้งและขรุขระทำให้อาช่ายต้องขับรถอย่างตั้งอกตั้งใจบนความเร็วที่ปกติก็ช้าแล้ว มาคราวนี้ช้าลงอีกหลายเท่า คืนนี้อย่างไรพวกเราก็ต้องนอนกันที่ยื่อหวาแน่นอน คงไม่สามารถกลับไปถึงเต้าเฉิงได้ เพราะกว่าจะมาถึงยื่อหวาก็ล่วงไปกว่า 2 ทุ่ม

 

49Yading

ถึงแม้ที่ยื่อหวาจะมีโรงแรมให้เลือกหลายแห่งแต่พวกเราตกลงที่จะพักกันที่เดิมเพราะสภาพห้องค่อนข้างใหม่แถมสะอาดด้วย และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือเราได้พบกับกลุ่มคนไทยที่พักที่เดียวกันเมื่อคืนก่อนอีกครั้ง สอบถามกันได้ความว่าเพิ่งออกมาจากอุทยานฯเมื่อตอนหัวค่ำแล้วได้มาเจอที่พักแห่งนี้พอดี และทั้งๆที่โรงแรมแห่งนี้แทรกตัวอยู่ในตรอกเล็กๆแต่เพราะความบังเอิญจึงทำให้เรามาพบกันอีกครั้ง

 

สิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องจัดการให้เรียบร้อยในคืนนี้คือแผนการเดินทางต่อไป เพราะในขั้นต้นเราวางแผนไว้ว่าจะมุ่งขึ้นเหนือสู่เมืองกันเจอะ (Ganze) ก่อนจะเดินทางบนเส้นทางหลวงเสฉวน-ทิเบต สายเหนือ มุ่งหน้าตะวันออกสู่เมืองตันปา (Danba) แล้วจึงกลับสู่เฉิงตูต่อไป แต่หลังจากนั่งประชุมกับอาช่ายก็ได้รับคำแนะนำหรืออาจเรียกว่าคำปฏิเสธก็ไม่ผิดนัก เพราะอาช่ายบอกว่าเส้นทางนั้นค่อนข้างไกล และอันตราย ถ้าไปทางนั้นเขาไม่รับรองว่าจะทำเวลาได้ตามที่เราวางแผนไว้หรือไม่ อีกอย่างคือพวกเราจะต้องอยู่บนรถทั้งวันไม่สามารถมารถหยุดถ่ายรูปเป็นระยะๆดังเช่นที่ผ่านมาได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่อาช่ายยกมาคือเรื่องความปลอดภัย อันเนื่องจากบริเวณนั้นยังมีปัญหาความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อยชาวทิเบตอยู่ ซึ่งเหตุผลข้อหลังทำให้พวกผมเองต้องยอมตัดสินใจเปลี่ยนแผน โดยเดินทางกลับบนเส้นทางหลวงเสฉวน-ทิเบตสายใต้อันเป็นเส้นทางเดิม ก่อนจะแยกขึ้นเหนือสู่ตันปาที่เมืองซินตูเฉียวเพื่อมุ่งสู่ตันปาต่อไป

 

อันที่จริงผมเองก็ทำใจเอาไว้ตั้งแต่เริ่มเดินทางแล้วว่าเราจะไปบนเส้นทางที่วางแผนไว้ได้หรือไม่ เพราะมีหลายคนเตือนเอาไว้ก่อนเดินทางว่าเส้นทางสายเหนือค่อนข้างกันดารและอันตราย ถ้าหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งสุดท้ายพวกเราคงไม่ดื้อรั้นถึงขั้นดึงดันที่จะไปตามแผนเดิมเพราะความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนเสมอครับ

52Yading

หลังจากที่เมื่อคืนเกิดอาการหลับๆตื่นๆพร้อมกับอาการหายใจได้ไม่ค่อยเต็มที่ คืนนี้สภาพร่างกายของผมดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติเมื่อลงมาสู่ที่ต่ำอย่างหมู่บ้านยื่อหวา ลมหายใจที่สูดเข้าปอดรู้สึกได้ถึงออกซิเจนที่ซึมซับเข้าไปเต็มที่ คืนนี้จึงนอนหลับใหลด้วยทั้งจากความเหนื่อยจากการเดินทางและด้วยสภาพอากาศที่กำลังดี ไม่หนาวเกินไปนัก