Yading Nature Reserve #4 The Last Shangrila

74YadingHeader5

ดินแดนแห่งศรัทธา

หลังจากเดินทางมาอย่างยาวไกล เช้าวันนี้แล้วที่ผมจะได้มาเยือนเขตอนุรักษ์ธรรมชาติย่าติง ดินแดนแห่งเทือกเขาสูง โตรกผา ป่าสน ธารน้ำแข็ง ทะเลสาบและลำธารอันบริสุทธิ์

ดินแดนอันสูงส่งเทียมตะวัน คือความหมายของคำว่า “ย่าติง” ในภาษาทิเบตซึ่งได้ชื่อมาจากชื่อของหมู่บ้านภายในเขตอนุรักษ์แห่งนี้ และนอกจากความสวยงามทางธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งพระพุทธศาสนา ด้วยความเชื่อของชาวทิเบตว่า ที่ว่าย่าติง คือดินแดนอันเป็นที่สถิตแห่งองค์พระโพธิสัตว์ โดยมียอดเขาหิมะศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามยอด อันประกอบด้วย ยอดเขายางม่ายหย่ง ที่เป็นตัวแทนพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์แห่งปัญญา ยอดเขาเซียนั๋วตัวจี๋ เป็นตัวแทนพระวัชรปาณีโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้คุ้มครอง และยอดเขาเซียนหน่ายรื่อ ตัวแทนของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือที่ชาวไทยคุ้นเคยในชื่อ เจ้าแม่กวนอิม อันเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา

เนื่องจากที่ทำการอุทยานฯย่าติง อยู่ห่างจากหมู่บ้านยื่อหวาเพียง 3 กิโลเมตร ดังนั้นเช้าวันนี้เราจึงออกเดินทางกันตอน 7.30 น. ซึ่งถือว่าสายกว่าปกติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นกลุ่มแรกๆที่ไปถึงที่ทำการ วันนี้เราต่างแบ่งสัมภาระที่ไม่จำเป็นเก็บไว้ในรถ ขนติดตัวมาเพียงเสื้อผ้าที่ใช้ค้างคืนเท่านั้น หลังจากซื้อตั๋วเข้าอุทยานฯและตั๋วค่ารถบัสเข้าอุทยานแล้ว พี่ขิงพยายามถามรายละเอียดเรื่องการเดินทางข้างในแต่เจ้าหน้าที่สาวกลับไม่สนใจพร้อมกับตวาดให้ขึ้นรถไปถามเอาข้างในแทน แต่อย่างน้อยคุณลุงเจ้าหน้าที่จัดรถก็ให้ความช่วยเหลืออย่างดี พร้อมกับอธิบายว่าเราต้องนั่งรถบัสเข้าไปประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อไปถึงหมู่บ้านย่าติง ให้ลงจากรถไปหาที่พัก หลังจากนั้นค่อยนั่งรถรอบต่อไปเข้าไปยังภายใน

33Yading

เพราะว่าเรามัวแต่สอบถามข้อมูล และถ่ายรูปแผนที่ที่ติดแสดงไว้ตรงฝาผนังเผื่อกรณีฉุกเฉิน จนทำให้พลาดรถเที่ยวแรกไป ขณะนั้นเริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยกันมาเป็นกลุ่มๆ เราต่างแยกย้ายกันขึ้นรถบัสคันไม่ใหญ่นัก คนขับดูอารมณ์ดีคุยกับผู้โดยสารไปตลอดทาง ผมส่งพี่ขิงไปนั่งข้างคนขับเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ทำหน้าที่สำคัญคือถามข้อมูลเช่นเดิมครับ รถบัสออกตัวมาได้สักพักก็มาหยุดที่ด่านตรวจบัตรโดยสาร พนักงานขึ้นมาตรวจรถและตั๋วเข้าอุทยานฯซึ่งทางเรายื่นให้ตรวจตามปกติ แต่จับสังเกตได้ว่ามีคู่สามีภรรยาวัยกลางคนกำลังเจรจาบางอย่างกับพนักงานตรวจอยู่นาน แอบถามพี่ขิงที่เป็นล่ามของเราได้ความว่าสองคนนี้เป็นคนจีนจากอินโดนีเซีย ซึ่งทั้งสองคนมาเที่ยวเป็นวันที่สองแล้ว แต่ปัญหาคือทั้งสองคนไม่ได้ค้างแรมในหมู่บ้านข้างในและเข้าใจว่าบัตรโดยสารรถบัสและบัตรเข้าอุทยานฯสามารถใช้ได้ 3 วัน ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นแต่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าในกรณีนี้ ตอนออกจากอุทยานฯจะต้องมาลงชื่อแจ้งไว้ว่าจะเข้ามาอีก แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็อนุโลมให้ผ่านเข้าไปเพราะอันที่จริงก็เป็นการยากสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราๆที่จะทราบถึงกฎระเบียบเช่นนี้ เพราะคงไม่มีใครอยากฝืนกฎให้เสียอารมณ์กันหรอกครับ

หลังจากทราบว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ได้เข้าไปภายในอุทยานฯตั้งแต่เมื่อวานนี้ทำให้พวกเราต่างหูผึ่งด้วยความสนใจ ต่างช่วยกันสอบถามข้อมูลต่างๆซึ่งก็ได้ความกระจ่างขึ้นมามาก โดยทั้งสองเน้นให้เรารีบเข้าไปยังภายในเพราะจำนวนม้าภายในค่อนข้างมีจำกัด ถ้าเกิดไปสายมาก อาจพลาดการเข้าชมทะเลสาบได้ นอกจากนี้ทั้งคู่ยังให้ความเห็นว่าถึงแม้จะเดินทางไปหลายต่อหลายแห่งแต่ยืนยันได้ว่าทิวทัศน์ภายในอุทยานฯย่าติงสวยมากๆ สวยดั่งดินแดนของเทพเจ้าเลยทีเดียว

ถนนที่นำเราเข้าสู่ภายในอุทยานฯเป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่คดเคี้ยวและสูงชันมาก จนมองลงไปเห็นหมู่บ้านที่ผ่านมาเป็นเพียงหย่อมเล็กๆให้หุบเขา ขับมาได้สักพัก รถบัสก็มาหยุดที่ข้างทางให้นักท่องเที่ยวลงไปถ่ายรูป คู่สามีภรรยาจากอินโดนีเซียเลือกที่จะรออยู่บนรถพร้อมกับบอกว่าถ้าเราได้เห็นข้างในแล้ว ก็คงนั่งรออยู่ในรถอย่างเขาทั้งสองแน่ๆ แต่สำหรับพวกผมที่เพิ่งเดินทางมาถึงก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับภาพของทิวเขาอันสลับซับซ้อนกับแดดสวยๆยามสาย และที่ตั้งเด่นสง่าอยู่เบื้องหลังคือยอดเขาหิมะเซียนหน่ายรื่อ (Xiannairi) หนึ่งในสามยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งย่าติงครับ

34Yading

หลังจากนั่งรถต่อมาอีกสักพัก ในที่สุดเราก็มาถึงหมู่บ้านย่าติง หมู่บ้านเล็กๆที่สองข้างทางเรียงรายไปด้วยบ้านเรือนในแบบทิเบต รถบัสจอดให้เราไปติดต่อที่พัก อันที่จริงคนขับก็ทำท่าจะจอดรอให้เราจัดการที่พักให้เรียบร้อยแล้วเดินทางกันต่อเลย เพียงแต่ว่าหลังจากดูสภาพของที่พักที่แรกแล้วไม่ค่อยประทับใจ คนขับรถจึงต้องออกตัวปล่อยให้เราเดินหาห้องพักกันต่อไป ห้องพักที่หาได้อยู่ไม่ไกลจากที่แรกนัก แต่สภาพค่อนข้างดีกว่า เสียแต่ว่าต้องเดินขึ้นบันไดไปถึงชั้นสาม ซึ่งการเดินขึ้นบันไดที่ระดับความสูงกว่า 4000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางอย่างนี้ ช่างเหนื่อยกว่าปกติหลายเท่าครับ และที่ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายคือที่นี่ไม่สามารถอาบน้ำได้ครับ มีเพียงห้องน้ำให้เท่่านั้นอาจเป็นเพราะอากาศอันหนาวเหน็บ การต้องเตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบให้ผู้มาพักคงเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไปสำหรับที่นี่ครับ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาของพวกผมสักเท่าไหร่เพราะอากาศแบบนี้คงไม่รู้สึกอยากอาบน้ำเป็นแน่ แค่เช็ดตัวก็น่าเพียงพอ

เราเสียเวลาไปพอสมควรกับการจัดการเรื่องที่พักจนต้องรีบออกกันมายืนรอรถรอบถัดไป อันที่จริงก็ยังกังวลอยู่ว่าถ้าเกิดรถรอบถัดไปเต็มคงต้องเสียเงินจ้างรถชาวบ้านไปส่งแน่ๆ แต่เหมือนโชคเข้าข้าง รถรอบถัดมามีที่ว่างเหลือให้พวกผมทั้ง 8 คนพอดี รถบัสวิ่งมาได้ไม่เกิน 5 นาทีก็มาถึงจุดสิ้นสุดทางรถยนต์ ต่อจากนี้ก็เป็นการนั่งม้าครับ จากที่เคยได้ยินนักท่องเที่ยวที่เคยมาเมื่อหลายปีก่อน ว่าช่วงขึ้นมาเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก เพราะคนจูงม้าต่างคนต่างแย่งลูกค้ากัน มิหนำซ้ำเรื่องราคายังต้องมาถกเถียงกันอีก แต่วันที่พวกเราไปถึง ทุกอย่างถูกจัดระเบียบเรียบร้อย มีการกำหนดราคาที่แน่นอนโดยนักท่องเที่ยวต้องไปซื้อตั๋วราคา 40 หยวนก่อนแล้วค่อยเดินไปขึ้นม้า ซึ่งคนจูงม้าต้องนำม้ามาเข้าคิวให้นักท่องเที่ยวขึ้นแทนที่จะกรูกันเข้ามาเหมือนสมัยก่อน และทันทีที่ขึ้นนั่งบนหลังม้า หญิงสาวที่เป็นคนจูงม้าให้ผมทำท่าจะช่วยถือกระเป๋ากล้องให้ซึ่งผมเองยังลังเลอยู่ในตอนแรก แต่ก็ทนแรงตื้อไม่ไหวจึงปล่อยให้เธอช่วยถือ เส้นทางในช่วงนี้เป็นทางขึ้นเขาที่ลัดเลาะไปกับลำธารสายเล็กๆ ระหว่างทางผ่านกองหินมณี (Mani Stone) แผ่นหินแกะสลักบทพระธรรมที่ชาวทิเบตนำมาถวายไว้เป็นพุทธบูชา กองหินสูงท่วมหัวเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันว่าดินแดนแห่งนี้เป็นเส้นทางแสวงบุญของชาวทิเบตมาแต่โบราณกาล

นั่งม้ามาได้ประมาณ 15 นาทีก็ถึงปลายทาง คนจูงม้าต่างเรียกร้องขอค่าทิปจากผู้โดยสารซึ่งรวมถึงผมด้วย หญิงสาวกอดกระเป๋ากล้องไว้แน่นพร้อมกับยื่นข้อเสนอ 20 หยวนสำหรับค่าทิป แต่ผมก็ยื่นคำขาดว่า 10 หยวนขาดตัวไม่เอาก็ไม่ให้ เธอจึงยอมคืนกระเป๋ามาโดยดี ครั้นจัดการคนจูงม้าเรียบร้อย ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่ท่ามกลางป่าสนที่ใกล้ผลัดใบสีเหลืองอร่ามเต็มบริเวณ แสงแดดยามสายที่ส่องมากระทบเข้ากับกิ่งก้านของสนภูเขาเกิดเป็นความงามที่ยากเกินกว่าจะบรรยายครับ

35Yading

เส้นทางต่อจากนี้เรามีทางเลือกสองทางคือ หนึ่งเดินต่อไปเอง หรือสองคือนั่งแคร่ที่ชาวบ้านจะคอยหาบขึ้นไปตามทาง ซึ่งพวกผมขณะนั้นพยายามถามนักท่องเที่ยวที่เดินไปมาแถบนั้นถึงระยะทางจากจุดนี้ไปยังสถานีรถไฟฟ้าก็ได้ความว่าอยู่ไม่ไกลนัก ดังนั้นเราจึงออกหน้าเดินไปตามทางพร้อมๆกับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มุ่งหน้าไปทางเดียวกัน ยิ่งเดินเข้าใกล้สถานีรถไฟฟ้าซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดชงกู่ (Chonggu Monastery) ความสวยงามของทิวทัศน์ก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ ขณะนี้เริ่มปรากฎยอดเขาที่ปกคลุดไปด้วยหิมะให้เห็นหลายต่อหลายยอด จนในที่สุดเราก็เดินมาถึงบริเวณหุบเขาอันเป็นที่ตั้งของวัดชงกู่ วัดเล็กๆที่มีอายยุเก่าแก่กว่า 700 ปี และบริเวณวันแห่งนี้เองที่สามารถมองเห็นยอดเขาหิมะเซียนั๋วตัวจี๋ (Xianuoduoji) อีกหนึ่งยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งย่าติงที่เป็นตัวแทนของพระวัชรปาณีโพธิสัตว์ ผู้มีสายฟ้าเป็นอาวุธ เป็นพระโพธิสัตว์ที่คอยปกปักคุ้มครองภยันอันตรายต่างๆ ยอดเขาเซียนั๋วตัวจี๋ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า รายล้อมไปด้วยป่าสนและลำธารสีมรกตใหลคดเคี้ยวผ่านทุ่งหญ้าเหมือนงูเขียวที่เลื้อยผ่านหุบเขาลงสู่ผืนดินเบื้องล่าง และถึงแม้ทัศนียภาพบริเวณนี้จะงดงามเพียงใด แต่เราก็ต้องรีบเดินทางกันต่อเพื่อนั่งรถไฟฟ้าต่อเข้าไปยังทุ่งเลี้ยงสัตว์ลั่วหลง (Luorong Pasture) ตามคำแนะนำของคู่สามีภรรยาชาวอินโดนีเซีย เพราะขืนชักช้าเราอาจพลาดการนั่งม้าเข้าไปยังทะเลสาบน้ำนมและทะเลสาบห้าสีก็เป็นได้

36Yading

 

 

37Yading

สิ่งหนึ่งที่พวกเราทุกคนหลงลืมไปก็คือตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องกันเลย ทั้งๆที่ขณะนี้เวลาก็ล่วงไปเกือบเที่ยงแล้ว อาจเป็นเพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับทิวทัศน์รอบข้าง ซึ่งอันที่จริงบริเวณวัดชงกู่ก็มีชาวบ้านนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาขายให้กับนักท่องเที่ยวแต่พวกเรากลับคิดง่ายๆว่าไปหาเอาข้างหน้าดีกว่า รีบทำเวลาเพราะกลัวไปนั่งม้าไม่ทันจนทำให้เรื่องกินเป็นอะไรที่ถูกมองข้าม แต่หารู้ไม่ว่าบางครั้งการหวังน้ำบ่อหน้าก็มีโอกาสผิดหวังอยู่สูงครับ

รถไฟฟ้าที่นี่มีลักษณะเหมือนรถนำเที่ยวตามสวนสัตว์ คล้ายๆกับรถที่วิ่งตามสนามกอฟท์แต่มีที่นั่งมากกว่า เส้นทางที่วิ่งไปเป็นทางคอนกรีตอย่างดี เส้นทางถึงแม้ไม่ต้องขึ้นเขาแต่ก็คดเคี้ยวไปตามป่าสนสีเหลืองทอง คนขับรถอารมณ์ดีชวนคุยตลอดทาง ซึ่งผมเองก็ฟังไม่รู้เรื่องต้องอาศัยพี่ขิงและขาวคอยแปลให้ สังเกตว่าเจ้าหน้าที่ที่นี่ส่วนใหญ่มีอัธยาสัยค่อนข้างดีช่างพูดช่างคุยตลอด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้ทำงานอยู่ท่ามกลางธรรมชาติสวยๆอย่างนี้หรือเปล่าจึงทำให้อารมณ์ดีกันตลอดเวลา คนขับเปิดเพลงภาษาทิเบตกล่อมไปตลอดทางพร้อมชี้ให้ดูตำแหน่งของยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามอันเป็นเสมือนศูนย์กลางของอุทยานฯย่าติงแห่งนี้

เส้นทางที่คดโค้ง ทำให้สิ่งที่มองเห็นคือป่าสนสีเหลืออร่ามที่ขึ้นอยู่หนาทึบ หุบเขาเบื้องล่างคือลำธารสีเขียวสดที่ใหลผ่านทุ่งหญ้าเป็นเส้นโค้งเหมือนถูกแต่งแต้มไว้อย่างปราณีตบรรจงด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และเมื่อรถไฟฟ้าเลี้ยวโค้งนำเราเข้าสู่ทุ่งเลี้ยงสัตว์ลั่วหลง ผมก็ได้รู้ซึ้งถึงคำว่าตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า และเข้าใจว่าสวยดั่งดินแดนของเทพเจ้า ตามคำนิยามของสามีภรรยาชาวอินโดนีเซียเป็นอย่างไร เพราะตรงหน้าผมคือยอดเขาหิมะยางม่ายหย่ง (Yangmaiyong) รูปทรงปิรามิตที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวเนียนตัดกับท้องฟ้าสีครามเข้ม และที่รายล้อมคือยอดเขาเตี้ยๆที่ปกคลุมไปด้วยป่าสนที่กำลังเปลี่ยนสีเหลืองอร่ามไปทั่ว ความยิ่งใหญ่ของทัศนียภาพโดยรอบกระตุ้นความรู้สึกภายในว่าความเป็นตัวตนของมนุษย์เราช่างเล็กน้อยดั่งผงธุลีเมื่อเทียบกับอานุภาพการสร้างสรรค์ของธรรมชาติจริงๆ ผมเห็นด้วยอย่างสดุดีแล้วครับที่ชาวทิเบตจะยกให้ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์ิสิทธิ์อันเป็นที่สิงสถิตย์ของพระโพธิสัตว์ผู้ทรงเมตตาต่อมวลมนุษยชาติ และด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้าทำให้มีชาวทิเบตจำนวนมากที่สู้เดินทางมาแสนไกลเพื่อในช่วงชีวิตหนึ่งขอให้ได้เดินทางมาแสวงบุญ ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

38Yading 39Yading

ปัจจุบันทางอุทยานได้สร้างสะพานไม้สำหรับนักท่องเที่ยวได้เดินชมทิวทัศน์โดยไม่อนุญาติให้ลงไปเหยียบย่ำยังทุ่งหญ้าเบื้องล่าง โดยจะมีเจ้าหน้าที่สาวคอยใช้โทรโข่งเตือนทุกครั้งที่เห็นนักท่องเที่ยวเดินลงไปถ่ายรูปยังทุ่งหญ้าเบื้องล่าง ซึ่งพวกผมก็โดนไปหนึ่งทีเพราะความไม่รู้ จนต้องรีบวิ่งกลับมาบนสะพานไม้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกที่จะสิ้นสุดการเดินทางเพียงทุ่งหญ้าลั่วหลง แต่พวกเราวางแผนที่จะเดินทางกันต่อ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่สาวคนเดียวกับที่ตะโกนดุเมื่อครู่เรื่องการขี่ม้าเข้าไปยังทะเลสาบห้าสีและทะเลสาบน้ำนม แต่ข่าวร้ายที่ได้คือไม่มีม้าเหลืออยู่เลย ถ้าจะไปต้องนั่งรอจนกว่ารอบก่อนหน้าจะกลับมา

ขณะนี้ความลังเลเริ่มเกิดขึ้นเพราะการนั่งม้าเข้าไปยังทะเลสาบทั้งสอง ต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงถ้าเราเข้าไปเย็นมากกลัวจะมีปัญหาเรื่องการเดินทางกลับที่พัก แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องของลองเสี่ยงดูเพราะสู้อุตสาห์เดินทางมาถึงขั้นนี้แล้ว จะถอดใจก็ใช่ที่ หรือแม้แต่จะมาใหม่วันรุ่งขึ้นก็เป็นการเสียโอกาสท่องเที่ยวสถานที่อื่นไป นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่กลับมาจากเที่ยวทะเลสาบทั้งสองในรอบเช้าบอกเราว่าเมื่อวานนี้พวกเขาก็พลาดม้าเหมือนกัน แต่เขาเลือกจะกลับมาใหม่ในวันนี้โดยรีบมาแต่เช้าตรู่เพื่อให้ทันขบวนม้ารอบแรก โดยพวกผมก็ตั้งเป้าไว้ว่าถ้ารอจนถึงบ่าย 2 โมงแล้วยังไม่มีม้ามาถึง ก็คงต้องกลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น

40Yading

ขณะนี้พวกผมก็ได้แต่นั่งๆเดินๆถ่ายรูปที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์ลั่วหลง รอขบวนม้าที่คาดว่าจะกลับมาในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งจุดที่เรานั่งกันอยู่นี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สวยไปหมด ทั้งลำธารใสสะอาด เทือกเขารูปร่างแปลกตา ป่าสนสีสด แค่นี้ผมเองก็รู้สึกอิ่มเอมกับการเดินทางครั้งนี้แล้วครับ แต่ที่ไม่อิ่มกลับเป็นท้องของพวกเรามากกว่า เพราะที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์ลั่วหลงนี้ไม่ม่อาหารใดๆขายทั้งสิ้น มีเพียงนำ้ร้อนให้เท่านั้น พวกเราที่มีกันเพียงขนมเล็กๆน้อยๆติดกระเป๋ามาจึงได้แต่นำมาแจกจ่ายประทังหิวกันไปตามยถากรรม

เมื่อฟากฟ้าลอยมาจรดภูผา

“งดงามจนยากจะหาที่ใดเสมอเหมือน…”

เสียงกรุ๊งกริ๊งจากกระพรวนที่คอม้าแว่วมาให้ได้ยินเมื่อเวลาล่วงเข้าไปเกือบบ่ายโมง ขบวนม้าทยอยนำนักท่องเที่ยวกลับมาจากเส้นทางชมทะเลสาบที่แทรกตัวลึกอยู่ในเทือกเขาเบื้องบน หลังจากรอให้ม้าทั้งหลายได้พักกินน้ำกันเรียบร้อยก็ถึงเวลาเดินทางกันต่อ คนจูงม้าที่ผมโดยสารเป็นหญิงกลางคนท่าทางใจดี ทันทีที่ขึ้นม้าคุณป้าก็ทำท่าจะนำกระเป๋ากล้องไปถือให้ ผมเองที่ยังเข็ดกับเหตุการณ์เมื่อเช้าลังเลอยู่นาน แต่ในที่สุดก็ต้องยอมให้ป้านำไปถือ เพราะการที่ต้องแบกกระเป๋ากล้องพร้อมกับทรงตัวอยู่บนม้าที่ค่อยๆเดินไปตามเส้นทางขึ้นๆลงๆเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเอาง่ายๆ มิหนำซ้ำอาจไม่สามารถถ่ายรูปได้อีก จึงปล่อยให้ป้าถือให้แล้วค่อยจ่ายค่าทิปทีหลังเอา

41Yading

ขบวนม้าของพวกเราเดินตามกันเป็นแถวผ่านทุ่งหญ้าที่ยามนี้แห้งกรอบเป็นสีน้ำตาล เส้นทางมุ่งหน้าสู่ยอดเขายางม่ายหย่ง ก่อนจะตัดขวาขึ้นเขาไปตามทางเดินป่าแคบและสูงชัน นอกจากเสียงกระพรวนที่คอม้าจะส่งเสียงขับกล่อมตลอดทุกย่างก้าวที่ย่ำไปแล้ว เสียงพูดคุยของคนจูงม้ายังคงมีให้ได้ยินตลอดเวลา ผมเองต้องนับถือว่าร่างกายของพวกเขาช่างแข็งแรงจริงๆ เพราะลำพังถ้าให้ผมมาเดินบนเส้นทางแบบนี้ ท่ามกลางอากาศเบาบางเช่นนี้ คงเหนื่อยจนไม่มีอารมณ์จะพูดคุยเป็นแน่ แต่ป้าๆแกยังคุยกันโขมงโฉงเฉง และไม่รู้ว่าม้าของผมเกิดอาการหนวกหูหรือไม่ เพราะปรากฎว่าเจ้าม้าตัวดีดันดีดขาหลังเข้ากับบ่อโคลนจนโคลนเหลวๆกระเด็นไปรดเต็มตัวคุณป้าเลยทีเดียว แต่แทนที่จะอารมณ์เสีย ป้าๆต่างยืนหัวเราะกันจนตัวงอ จนผมเองที่แม้จะสื่อสารกันไม่รู้เรื่องแต่ก็แอบขำไปกับสภาพของแกตอนนี้ที่เสื้อผ้าเปรอะไปด้วยโคลนเหลวๆเต็มไปหมด

ผ่านมาเกือบชั่วโมง เส้นทางเริ่มสูงชันขึ้นเป็นลำดับ ทางเดินกลายเป็นทางแคบริมเหวที่มองลงไปคือลำธารเชี่ยวกราก ขณะนี้เราเข้ามาอยู่ในร่องเขาแคบๆ ด้านหนึ่งคือหน้าผา อีกด้านคือเหวลึก สภาพอากาศจากที่หนาวเย็นอยู่แล้วพอมาอยู่ในร่องเขาเช่นนี้ยิ่งหนาวเหน็บด้วยลมที่พัดกรรโชกแรงขึ้น หนาวจนผมต้องกระชับเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้น ทัศนียภาพโดยรอบยังดูยิ่งใหญ่อลังการผิดแต่มือทั้งสองขณะนี้เย็นและชาด้วยความหนาวจนมิกล้าหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเลย

42Yading 43Yading

เดินทางมาได้อีกสักพัก คุณป้าก็ส่งสัญญาณให้ลงจากม้าเพราะทางข้างหน้าสูงชันเกินกว่าจะโดยสารม้าขึ้นไป คงต้องลงเดินไปพร้อมๆกับม้าแทน ดูจากเส้นทางที่สูงชันมากกว่า 60 องศาอย่างนี้ถ้านั่งอยู่บนม้าถ้าไม่ตกลงมาก็คงเสียวเต็มที แต่การที่ต้องมาเดินบนความสูงมากกว่า 4500 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางช่างเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน ลมหายใจที่สูดเข้าปอดแต่ละเฮือกดูว่างเปล่าไม่รู้ว่าออกซิเจนในอากาศสูญหายไปไหนหมด เส้นทางทั้งชันทั้งลื่นจนผมเองต้องค่อยๆก้มหน้าเดินไปท่ามกลางลมหนาวที่่กรรโชกแรง ทั้งความเหนื่อยอ่อนของร่างกาย แต่ก็ดั้นด้นจนมาถึงจุดที่ได้กลับขึ้นไปนั่งม้าอีกครั้ง ใช้เวลาอีกไม่นานนักเราก็มาถึงทะเลสาบน้ำนมที่ความสูงถึง 4600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ทะเลสาบขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้อ้อมกอดของยอดเขายางม่ายหย่ง ทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากการละลายของน้ำแข็งบนยอดเขายางม่ายหย่งกลายเป็นทะเลสาบสีเทอร์ควอยส์ที่รายล้อมด้วยหาดทรายสีเทาอ่อนจนมองไกลๆคล้ายกับสีขาวของน้ำนม

ผมเดินถ่ายรูปรอบทะเลสาบพร้อมกับถือโอกาสพักเหนื่อยไปในตัว ซึ่งในระดับความสูงขนาดนี้ต้องระลึกไว้เสมอว่าต้องทำอะไรช้าๆเข้าไว้ สำหรับทะเลสาบห้าสี ตั้งอยู่เหนือทะเลสาบน้ำนมขึ้นไปอีกเพียง 200 เมตรแต่เป็น200 เมตรบนเส้นทางตัดตรงที่ต้องใช้วิธีเดินขึ้นไปเท่านั้น ผมเองแค่เห็นปลายทางที่อยู่สูงขึ้นไปลิบๆก็แทบจะท้อ สมาชิกบางส่วนของพวกเราขอตัวไม่ขึ้นไปต่อเพราะเพียงแค่นี้ก็อาการไม่ค่อยดีแล้ว ส่วนผมก็คงต้องค่อยๆเดิน ค่อยๆก้าวต่อไปครับ กับระยะทาง 200 เมตรที่ดูเหมือนใกล้ แต่ต้องใช้วิธีเดินๆหยุดๆ ก้าวเดินแต่ละทีทำได้ไม่เกิน10 ก้าวก็เหนื่อยหอบแล้วครับ แต่ถึงกระนั้นก็ลากสังขารมาถึงทะเลสาบห้าสีจนได้ ทะเลสาบสีครามเข้มแห่งนี้ว่ากันว่าจะเปลี่ยนสีสันไปตามมุมตกกระทบของแสงอาทิตย์ในแต่ละเวลา
ณ ริมทะเลสาบห้าสีแห่งอุทยานฯย่าติง เป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถมองเห็นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามได้ในจุดเดียวกัน แต่เนื่องจากสัณฐานและมุมมองที่เปลี่ยนไปทำให้ผมเองก็ไม่แน่ใจในตำแหน่งที่ตั้งของยอดศักดิ์สิทธิ์แต่ละยอด รู้เพียงว่าธรรมชาติตรงหน้าดูยิ่งใหญ่เกินกว่าจะคาดคิดว่าผมเองจะได้มายืนอยู่ท่ามกลางภูผาและเมฆาอันงดงามเพียงนี้ ทิวเมฆขาวลอยละเลี่ยยอดเขาดูใกล้จนแทบเอื้อมถึง นี่กระมังสำหรับคำนิยามที่ว่าดินแดนแห่งภูผาจรดฟากฟ้า

44Yading
อันที่จริงย่าติงเป็นที่รู้จักของผู้คนในแถบนี้มาอย่างยาวนานนับพันปี เพราะในอดีตที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายชา-ม้า อันเป็นเส้นทางคาราวานการค้าโบราณที่เชื่อมดินแดนทิเบตกับมณฑลยูนนานที่อยู่ทางตอนใต้ แต่ผู้ที่ทำให้โลกภายนอกได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่และงดงามของดินแดนย่าติง คือโจเซฟ ร็อคนักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยาชาวอเมริกันที่ให้คำนิยามของย่าติงไว้ว่า “งดงามจนยากจะหาที่ใดเสมอเหมือน”
โจเซฟ ร็อคได้เดินทางสำรวจดินแดนในแถบจีนตะวันตกรวมถึงดินแดนย่าติง ก่อนนำออกเผยแพร่สู่สาธารณชนผ่านทางนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค จนสร้างความตื่นเต้นและตื่นตะลึงในหมู่ชาวตะวันตก ถึงความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติภายในดินแดนแห่งนี้ ดั่งที่เขาได้บรรยายรายละเอียดของยอดเขาเซียนหน่ายรื่อ เอาไว้ว่า “ยอดเขาแห่งองค์พระอวโลกิเตศวร ดูเสมือนดั่งบัลลังค์ของเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์” และผลงานของโจเซฟ ร็อค ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนวนิยาย Lost Horizon ของนักเขียนชาวอังกฤษ เจมส์ ฮิวส์ตัน ที่กล่าวถึงแชงกรีลา ดินแดนลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ดินแดนที่ผู้คนดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุขท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์และงดงาม
จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ข้อถกเถียงที่ว่าดินแดนแชงกรีลาที่ เจม ฮิวส์ตัน กล่าวถึงนั้น แท้จริงแล้วหมายถึงดินแดนแห่งใดยังเป็นเรื่องที่มิอาจสรุปได้ แต่สำหรับผมแล้ว ย่าติง นั้นงดงามและยิ่งใหญ่ในตัวเองอยู่แล้วโดยมิต้องอาศัยการเกี่ยวโยงกับดินแดนในจินตนาการแต่อย่างใด
แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลงทุกขณะ เป็นสัญญาณเตือนว่าเราควรเดินทางกลับได้แล้ว มิฉะนั้นอาจจะมีปัญหาเรื่องการเดินทางได้ ผมเองไม่อยากคิดเลยว่ากว่าจะกลับถึงที่พักเราต้องเดินทางกันสมบุกสมบันกันแค่ไหน ทั้งนั่งม้า2 ต่อ ทั้งเดินเท้า ทั้งนั่งรถ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว พวกเราต่างเดินกลับไปหาม้าของแต่ละคนที่ยืนพักอยู่ใกล้ๆกับทะเลสาบน้ำนม คุณป้าพาผมขึ้นม้าพร้อมกับออกเดินทางกลับ เส้นทางที่ก้าวผ่านยังคงสร้างความหนาวเหน็บเช่นเดิมโดยเฉพาะเวลาอย่างนี้ที่แสงแดดเริ่มผลุบหายไปหลังยอดเขา ยิ่งทำให้อากาศเย็นยะเยือกขึ้น ผมนั่งม้ามาเงียบๆตามทางที่ทอดตัวสู่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ลั่วหลง แดดอ่อนๆยามบ่ายสร้างอารมณ์เหงาขึ้นมาอย่างประหลาด ทั้งที่เป็นทุ่งหญ้าแห่งเดิม ลำธารสายเดิม แต่ต่างเวลาก็ให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะความอาลัยอาวรณ์ที่ต้องจากสถานที่อันงดงาม หรือเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติที่สร้างบรรยากาศที่เงียบงันและชวนเหงาได้ขนาดนี้

คุณป้านำผมมาส่งใกล้ๆกับจุดที่ขึ้นม้าเมื่อตอนขามา ผมเองก็หวั่นว่าจะเกิดเหตุการณ์เหมือนเช่นเมื่อเช้าอีกที่ต้องยื้อแย่งกระเป๋ากันจนเสียความรู้สึก แต่ป้ากลับยืนกระเป๋าคืนมาให้ผมพร้อมรอยยิ้มที่ดูจริงใจ จนผมเองรู้สึกผิดที่ไปใช้ประสบการณ์ในอดีตตัดสินคนอื่นจนเกิดความคิดอคติขึ้นในใจ ผมรับกระเป๋ากลับมาพร้อมกับยื่นค่าทิปเป็นสินน้ำใจให้กับป้าด้วยความเต็มใจ เพราะผมเองก็ไม่รู้หรอกครับว่าค่าม้าที่ทางอุทยานฯเก็บไปนั้นจะตกถึงคนจูงมาสักเท่าไหร่ และเงินนี้อาจไม่มากมายแต่ก็เป็นการให้ด้วยใจจริงๆครับ

ผมเดินมาพบกับสมาชิกที่ไม่ได้ขึ้นไปทะเลสาบห้าสีที่จุดขึ้นม้า ทุ่งเลี้ยงสัตว์ลั่วหลงยามนี้ดูเงียบสงบด้วยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางกลับกันเกือบหมดแล้ว เรารีบขึ้นรถไฟฟ้ากลับสู่วัดชงกู่ ทั้งที่ต้องรีบเดินทางแต่ผมกลับอดไม่ได้ที่จะชื่นชมยอดเขาเซียนั๋วตัวจี๋ ที่กำลังต้องแสงสุดท้ายของวันจนเกิดเป็นภาพอันงดงามของยอดเขาทรงปิรามิค ที่ โจเซฟ ร็อค เคยบันทึกเอาไว้ว่า “ผมยืนอยู่ตรงหน้ายอดเขาแห่งเทพผู้พิทักษ์ เมื่อสายหมอกจางหาย ภาพที่ปรากฎคือสีสันแห่งเทพเจ้าผู้มีสายฟ้าเป็นอาวุธ” ผมเองไม่แน่ใจว่าจุดที่ โจเซฟ ร็อค ได้บันทึกถึงยอดเขาเซียนั๋วตัวจี๋ นั้นเป็นจุดเดียวกันที่ผมยืนอยู่ขณะนี้หรือไม่ แต่ภาพความงดงามยามอาทิตย์อัศดงก็ทำเอาผมตะลึงงันจนมิอาจก้าวเดินต่อไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเร่งเร้าจากสมาชิกที่เหลือให้รีบเคลื่อนขบวนกัน มิฉะนั้นอาจจะต้องตกรถบัสรอบสุดท้ายตอน 6.30 น.เป็นแน่

หลังจากเร่งรีบเดินทางกันท่ามกลางความมืดที่เร่ิมปกคลุมพื้นที่ ในที่สุดเราก็มาถึงท่ารถโดยสารตอน 6.30 น. พอดิบพอดี แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ คนขับรถกลับไม่ยอมเปิดประตูให้พวกเรารวมถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนหนึ่งขึ้นแต่กลับขับรถออกไปอย่างไม่ใยดี สร้างความงุนงงให้กับเราและนักท่องเที่ยวที่ยืนรออยู่จนต้องกรูกันเข้าไปขอคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ภายในที่ทำการ ผมเองคงต้องปล่อยหน้าที่นี้ให้กับพี่ขิงกับขาวในการเจรจาเพราะดูแล้วถึงเข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ขณะเดียวกันบริเวณโดยรอบก็เต็มไปด้วยรถมินิแวนของชาวบ้านที่มารอเก็บตกนักท่องเที่ยวที่ตกรถรอบสุดท้าย อันที่จริงการจ้างรถกลับที่พักก็คงไม่ได้เป็นเงินมากมายอะไรนัก แต่เมื่อพูดถึงความถูกต้องแล้วเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ทางอุทยานฯปล่อยทิ้งผู้โดยสารที่มายืนรอก่อนเวลาแล้วคิดว่าจะให้เราเสียเงินจ้างรถกลับกันเอง หลังจากเจรจาวุ่นวายกันพอสมควร เจ้าหน้าที่ก็ยอมถอยรถอีกคันมาพาพวกเราออกจากอุทยานฯ

45Yading 46Yading

กลับถึงที่พัก สิ่งแรกที่ทำคือสั่งอาหารครับ เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องจนขณะนี้เกือบ 1 ทุ่มแล้ว ความตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้พบระหว่างวันทำให้พวกเราลืมเรื่องกินไปสนิท แต่พอกลับถึงที่พักความหิวก็ถามหา วันนี้เราสั่งกันเต็มที่เพื่อชดเชยกับสองมื้อที่ขาดไป อุณหภูมิในยามค่ำลดต่ำอย่างรวดเร็วจนไม่อยากคิดว่าสมัยก่อนที่นักท่องเที่ยวต้องพักค้างแรมกันภายในเต็นส์บริเวณทุ่งหญ้าลั่วหลงจะหนาวเย็นเพียงไร ผมนั่งจิบน้ำร้อนแก้หนาวระหว่างรออาหาร พลันก็มีหญิงสาวเดินเข้ามาทักทายเป็นภาษาไทย สอบถามได้ความว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกกลุ่มที่เพิ่งเดินทางเข้ามาถึงและพักอยู่โรงแรมเดียวกับพวกเราพอดี พวกเราต่างตื่นเต้นและคิดไม่ถึงว่าจะได้มาพบคนไทยด้วยกันในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ และเนื่องจากกลุ่มที่มาใหม่มีแผนจะเข้าอุทยานฯในวันรุ่งขึ้นแต่สิ่งที่ไม่ต่างจากพวกเราก่อนหน้านี้คือข้อมูลการเดินทางภายในอุทยานฯที่มีจำกัด มีเพียงแผนที่คร่าวๆที่พอหาได้จากอินเตอร์เนตเท่านั้น พวกเราจึงถึงโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในวันนี้รวมถึงแนะนำทั้งในเรื่องการขึ้นม้าและการจัดการเวลาในการเดินทาง

คืนนี้ผมอาศัยการเช็ดตัวแทนการอาบน้ำเพราะถึงแม้จะมีน้ำให้อาบแต่ก็คงต้องคิดหนักเพราะอากาศหนาวเย็นเหลือเกิน แค่ล้างหน้าก็ชาไปทั้งหน้าแล้ว คืนนี้เป็นคืนแรกตั้งแต่เดินทางมาถึงครับที่จะต้องค้างแรมกับบนที่สูงมากกว่า 4000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ผมเองมั่นใจลึกๆว่าน่าจะปลอดภัยดีกันทุกคนเพราะส่วนใหญ่ก็กินยาป้องกันไว้ อีกทั้งถึงแม้วันนี้จะเดินทางกันเหนื่อย แต่ก็ไม่หักโหมมากนัก ห้องพักภายในอาคารทรงทิเบตที่ตอนกลางวันดูทึบๆตันๆแต่สามารถเก็บกับความอบอุ่นไว้ได้มากในยามค่ำ คืนนี้ถึงแม้ไม่มีแผ่นความร้อนรองนอน แต่ผมเองก็เตรียมทั้งถุงนอนและผ้าห่มรองรับความหนาวไว้เต็มที่ครับ

47Yading