Yading Nature Reserve #3 Kham Region

73YadingHeader4

ทุ่งหญ้า ฟ้าคราม จามรี

ท้องฟ้าเหนือเมืองหย่าเจียงยังคงมืดมิด ทั้งๆที่เลยเวลา 6 โมงเช้ามาได้เกือบยี่สิบนาที่แล้ว เมืองทั้งเมืองดูเงียบสงัด ผู้คนยังคงหลับใหล

มีเพียงพวกเราที่ช่วยกันแบกกระเป๋าเป้มาขึ้นรถที่มีอาช่ายมายืนคอยอยู่แล้ว เพียงแค่ขึ้นนั่งประจำที่ ผมเองต้องขอตัวฟุบหลับทันที่ ขอเก็บแรงไว้ก่อนดีกว่า ถนนในช่วงแรกค่อนข้างย่ำแย่เอามากๆ ผมเผลอหลับไปในสภาพที่ถูกเหวี่ยงไปมาตลอดเวลา มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงพ้นเหลี่ยมเขาออกมาทักทาย ถนนที่เคยขรุขระเริ่มมีสภาพดีขึ้นพร้อมๆกับอากาศที่อุ่นกว่าเดิม เรามาหยุดพักเข้าห้องน้ำกันบริเวณทุ่งกว้างแห่งหนึ่ง ชาวบ้านข้างทางแถบนี้จะหารายได้พิเศษจากการเก็บค่าเข้าห้องน้ำที่ทำเอาไว้เป็นห้องมิดชิด แต่ภายในส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงไม้ขัดหรือไม่ก็ขุดหลุมลงไปเท่านั้น คุณป้าเจ้าของห้องน้ำคุยให้ฟังว่าแถวนี้จะสวยสุดก็ตอนฤดูร้อน ที่ทุ่งกว้างที่เห็นอยู่จะเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าบานเต็มทุ่ง แต่ตอนนี้ที่เห็นอยู่เป็นเพียงทุ่งหญ้าแห้งๆเท่านั้น ซึ่งเรื่องอย่างนี้ก็ต้องทำใจครับ เพราะในการเดินทางแต่ละครั้ง เราไม่สามารถที่จะพบกับความสวยงามได้ทุกๆแห่งที่เดินทางผ่าน เพราะจะว่าไปธรรมชาติก็สร้างสมดุลย์ให้แต่ละฤดูกาลมีเสน่ห์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเรามากกว่าว่าจะเลือกที่จะพบเจอกับสิ่งใด

21TibetHighway
22TibetHighwayสภาพภูมิประเทศหลังจากนี้ดูแตกต่างจากที่เราเดินทางผ่านมาค่อนข้างชัดเจน ถนนสาย 318 ไต่ระดับขึ้นไปตามเทือกเขาสูงลูกแล้วลูกเล่า สองข้างทางโล่งเตียนมีเพียงต้นหญ้าเท่านั้นที่ขึ้นอยู่ มองออกไปเห็นเพียงภูเขาสีน้ำตาลที่ทอดตัวยาวดูสลับซับซ้อน แสงอาทิตย์ที่ทอดผ่านมองดูคล้ายลอนคลื่นขนาดมหึมา มองไปลิบๆจะเห็นจุดดำๆของฝูงจามรีที่กำลังกินหญ้าอยู่ตามไหล่เขา ป้ายประกาศขนาดใหญ่ข้างทางแปลความหมายไปในเชิงรณรงค์ให้ชาวบ้านเลิกเลี้ยงสัตว์แบบเร่รอนแล้วหันมาอยู่เป็นที่เป็นทางแทน

ท่ามกลางความเวิ้งว้างและแห้งแล้งของทัศนียภาพตรงหน้า ลึกๆแล้วก็ซ่อนไว้ซึ่งความสวยงามที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ภูเขาผาสูงตระหง่านลูกแล้วลูกเล่าที่รถมินิบัสของเราเคลื่อนผ่านกับปริมาณของฝูงจามรีที่เริ่มมีให้เห็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงแหล่งชุมชนเข้าไปทุกที ถนนสาย 318 ยังคงทอดตัวยาวอยู่บนเทือกเขาสูง เมื่อมองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่างเริ่มปรากฎสิ่งก่อสร้างที่เป็นเมืองกระจุกตัวอยู่บนที่ราบอันกว้างใหญ่ สายหมอกยังคงปกคลุมตัวเมืองจนมองเห็นเพียงลางๆ และแล้วเราก็มาถึง เมืองหลี่ถัง เมืองแห่งทุ่งหญ้าแห่งแดนดินถิ่นคาม
23Litang 24Litang

 

เมืองหลี่ถังถือว่าเป็นเมืองใหญ่ในแถบเสฉวนตะวันตก มีประชากรอาศัยอยู่ถึง 50,000 คน หลี่ถังในอดีตคือเมืองสำคัญในแคว้นคาม (Kham) ของทิเบต ก่อนที่ดินแดนแห่งนี้จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน หลี่ถังเรียกได้ว่าเป็นจุดพักการเดินทางตั้งแต่อดีต โดยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางคาราวานใบชา-ม้า (Tea Horse Caravan Route) จนปัจจุบันหลี่ถังก็ยังเป็นจุดแยกของเส้นทาง ไม่ว่าจะมุ่งตะวันตกสู่ทิเบต ลงใต้สู่ยูนนาน ขึ้นเหนือสู่เส้นทางเสฉวน-ทิเบตสายเหนือ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงเมื่อมาเยือนหลี่ถัง คือเมืองนี้มีความสูงถึง 4000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งถือว่าเมืองที่ตั้งอยู่บนที่สูงเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ให้คืนก่อนพวกผมตัดสินใจไม่เลยมานอนที่หลี่ถัง เพราะถึงแม้จะร่นเวลาการเดินทางในวันนี้แต่ก็เสี่ยงที่สมาชิกจะเกิดอาการแพ้ที่สูง เมื่อคืนเราจึงนอนหลับสบายกันในเมืองหย่าเจียงที่สูงเพียง 2600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางเท่านั้น

25Litang 26Litang

เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่ร้านชานเมืองหลี่ถัง ร้านอาหารแต่ละร้านส่วนใหญ่จะมีรายการอาหารไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก ยืนพื้นหลักๆคือผัก เต้าหู้ ส่วนเนื้อถ้าเป็นเนื้อจามรีก็จะถูกหน่อย แต่ถ้าเป็นสัตว์ปีกจำพวกไก่ เป็ด มักเป็นของหายากและถึงมีก็ราคาแพง

จากเมืองหลี่ถัง เราแยกลงใต้มุ่งหน้าสู่เมืองเต้าเฉิง (Daocheng) สองข้างทางยังคงเต็มไปด้วยทุ่งปศุสัตว์ ทั้งฝูงจามรีและฝูงม้า เมื่อผ่านมาได้สักพักใหญ่ ทิวทัศน์รอบข้างเริ่มเปลี่ยนสภาพจากทุ่งหญ้ากว้าง ขณะนี้เริ่มปรากฎป่าสนให้เห็นประปราย เส้นทางเริ่มลัดเลาะไปตามหุบเขาสูงชัน ลำธารเชี่ยวกรากไหลขนาบข้างไปกับถนน เทือกเขาสลับซับซ้อนที่ปกคลุมไปด้วยต้นสนขณะนี้กำลังใกล้ผลัดใบเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทองอร่ามไปทั้งภูเขา ทัศนียภาพสองข้างทางสวยงามมากจนต้องขอหยุดรถหลายครั้งหลายคราว จนอาช่ายเริ่มบ่นว่าหยุดบ่อยเดี๋ยวจะไปถึงที่พักมืดเอา แต่เมื่อรถวิ่งมาถึง Bangpu Monastery ผมก็อดไม่ได้ที่ต้องเรียกให้อาช่ายหยุดรถอีกครั้ง เพราะภาพของอาคารสถาปัตยกรรมทิเบตที่ต้ั้งเรียงรายบนเนินเขา ถูกขวางกั้นจากถนนด้วยลำน้ำใสสะอาดและเชี่ยวกราก เป็นเป็นความสวยงามที่ผสมผสานระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสตศวรรษที่ 12 จึงได้ชื่อว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในแถบนี้ทีเดียว ถึงแม้เราจะไม่มีเวลามากพอที่จะเข้าไปเยี่ยมชมภายในวัด แต่ผมก็ใช้เวลาเก็บภาพจากริมน้ำอีกฟากฝั่งอยู่นานจนสมาชิกคนอื่นต้องลงมาตามให้เดินทางกันต่อได้แล้ว

30Daocheng 27Litang

เป็นเวลาเกือบบ่าย 4 โมงเย็นเมื่อเราเข้าเขตเมืองเต้าเฉิงที่ผมคุ้นเคย เพราะเมืองนี้เองที่เป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทางเมื่อ 3 ปีก่อน การเดินทางที่เราไม่คาดคิดว่าจะเจอกับอุปสรรคเรื่องสุขภาพจนต้องทำให้แผนการเดินทางในครั้งนั้นหยุดลงแค่เมืองเต้าเฉิง นี่กระมังครับจึงเป็นสาเหตุให้การเดินทางคราวนี้มีการเตรียมการเรื่องสุขภาพกันอย่างพร้อมพรั่ง ทั้งหยูกยา อาหาร และแผนการเดินทาง ดังนั้นคืนนี้เราจะไม่นอนเต้าเฉิงครับ เพราะที่นี่มีความสูงกว่า 3700 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จึงเป็นการเสี่ยงเกินไปดังนั้นเราจะเลยเข้าไปยังหมู่บ้านหยื่หวา (Riwa) หมู่บ้านสุดท้ายก่อนเข้าเขตอุทยานฯย่าติงที่สูงเพียง 2900 เมตรครับ

29Daocheng 28Daocheng

เส้นทางจากเต้าเฉิงมาสู่ยื่อหวาใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงแต่ก็เป็นสองชั่วโมงที่ทำให้ผมตื่นตาตื่นใจกับภาพความสวยงามตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขาหิมะที่เริ่มปรากฎให้เห็นอยู่ลิบๆ หรือแม้แต่ไม้ใหญ่ข้างทางที่กำลังอยู่ในช่วงใกล้ผลัดใบเต็มที่ แสงแดดอ่อนๆที่ทาบทามายังแนวไม้สีเหลืองเข้มกับใบไม้ที่สลัดร่วงทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน ผืนดินใต้แนวไม้กลายเป็นสีน้ำตาลเข้มด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่น ผมเรียกอาช่ายให้หยุดรถอยู่สองสามครั้งโดยช่วงหลังมักจะใช้เหตุผลว่าอยากเข้าห้องน้ำ แต่ก็แอบใช้เวลาถ่ายรูปต่อ อาช่ายเริ่มบ่นกับพี่ขิงว่าข้างในอุทยานฯสวยกว่านี้เยอะ แต่สำหรับผมแค่ได้เห็นสีสันของธรรมชาติเช่นนี้ก็เต็มอิ่มแล้วครับ ส่วนภายในอุทยานฯจะเป็นเช่นไรก็ถือว่าเป็นเรื่องอนาคต เพราะผมเลือกที่จะมีความสุขกับปัจจุบันดีจะมัวแต่คาดหวังกับอนาคตจนหลงลืมสิ่งดีๆที่ผ่านเข้ามาครับ

เรามาถึงยื่อหวาในเวลาที่แสงแห่งวันเริ่มหมดลง ยื่อหวาเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่เริ่มมีความเจริญถาโถมเข้ามา โรงแรมใหญ่หลายแห่งดูสภาพเพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน แต่สำหรับเราคงเลือกพักโรงแรมเล็กๆเพื่อประหยัดงบดีกว่า ซึ่งที่พักในคืนนี้เป็นอาคารรูปทรงทิเบตที่เพิ่งสร้างใหม่ ภายในห้องสะอาดสะอ้านกว้างขวางดี คืนนี้นอกจากติดต่อเรื่องที่พักแล้วเรายังสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของการเข้าชมภายในอุทยานฯอีกด้วย เพราะจะว่าไปข้อมูลที่มีเรียกว่าน้อยมากมิหนำซ้ำการเดินทางภายในอุทยานฯก็มีหลายขั้นตอน ตั้งแต่นั่งรถบัส ขี่ม้า รถไฟฟ้า อีกทั้งเรายังต้องเข้าไปค้างข้างในอุทยานอีก 1 คืน นั่นหมายความว่าต้องจัดการเรื่องที่พักอีก อันเป็นการสร้างความกังวลให้พวกเราเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ได้จากเจ้าของโรงแรมก็พอทำให้เข้าใจขั้นตอนต่างๆได้ดีขึ้น

31Daocheng 32Daocheng