Yading Nature Reserve #2 Sichuan Tibet Highway

72YadingHeader3

บนเส้นทาง 318

ก็อกๆๆ……

ก็อกๆๆๆ…..

เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความมืด ทำเอาผมสะดุ้งตื่นพร้อมกับรีบลุกขึ้นไปแง้มประตู

ปรากฎว่าเป็นรีเซฟชั่นโรงแรมที่เดินขึ้นมาบอกว่ารถมินิแวนที่จองให้ไปส่งสนามบินมารอพวกเราแล้ว ความรู้สึกขณะนั้นแอบเคืองนิดๆว่านาฬิกายังไม่ทันปลุกเลยทำไมถึงรีบมา แต่พอลับหลังแล้วหันมาดูนาฬิกาก็ต้องตกใจเพราะขณะนั้นเป็นเวลา 6 โมงแล้ว ส่วนสาเหตุที่ไม่มีเสียงปลุกก็เพราะโทรศัพท์มือถือที่ตั้งปลุกไว้ ยังไม่ได้ปรับเวลาเป็นเวลาของเมืองจีน ดังนั้นจึงอยู่ที่ตี 5 อยู่เลย เราสองคนรีบกุลีกุจอ ล้างหน้าแปรงฟัน เก็บข้าวของแล้วรีบลงไปยังรถที่รออยู่ เราออกเดินทางช้าไปกว่าที่วางแผนไว้กว่าครึ่งชั่วโมง แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องเร่งรีบเพราะยังมีเวลาอีกเยอะ รวมทั้งการจราจรในเช้าวันเสาร์อย่างนี้ก็คล่องตัวไม่มีปัญหา

รถมินิแวนนำเรามาจอดที่อาคารผู้โดยสารขาออกพร้อมกับรีบขับออกไปโดยไม่ถามซักนิดว่าเราจะบินไปที่ไหน ปล่อยให้เราสองคนค้นหากันต่อไปว่าจุดเช็คอินของสายการบินภายในประเทศอยู่ที่ใด อันที่จริงก่อนเดินทางมาผมก็ได้ตรวจสอบดูแล้วว่าอาคารผู้โดยสารภายในประเทศกับระหว่างประเทศนั้นอยู่อาคารเดียวกัน แต่พอเดินไปถามที่ประชาสัมพันธ์ก็ได้คำตอบว่าเที่ยวบินของเราต้องไปเช็คอินที่อาคารผู้โดยสารอีกแห่งที่อยู่เลยออกไป ผมจึงต้องเดินแบกเป้ลงบันไดออกไปภายนอกอาคารแล้วเดินเลยไปไกลพอสมควร ผมเองคิดอยู่ในใจว่าอย่างน้อยเราก็โชคดีที่เผื่อเวลาไว้ค่อนข้างเยอะ ทำให้การเสียเวลาทั้งจากการตื่นสายและเดินหาอาคารผู้โดยสารไม่น่าห่วงเรื่องเวลานัก แต่กว่าจะเดินไปถึงอาคารผู้โดยสารขาออกของสายการบินภายในประเทศก็ทำเอาแทบหมดแรงเลย สภาพของอาคารผู้โดยสารในประเทศดูค่อนข้างโทรมและเก่าเมื่อเทียบกับอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เราจากมา อันที่จริงเที่ยวบินภายในประเทศถ้าไปตามเมืองใหญ่ๆอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง ก็จะใช้อาคารเดียวกับเที่ยวบินระหว่างประเทศ มีเพียงเที่ยวบินที่ไปตามเมืองเล็กๆอย่างคังติ้งที่เราจะไปเท่านั้นที่ต้องมาที่อาคารแห่งนี้

09Kangding

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินไปยังประตูทางออก เราสองคนนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่ค่อยดี เพราะเที่ยวบินที่ควรจะออกไปแล้วกลับยังมีผู้โดยสารนั่งรอกันอยู่เต็ม ท่าทางจะมีปัญหาความล่าช้าแน่ๆ ขณะนั้นทำได้ก็เพียงนั่งรอเวลาพร้อมกับโทรแจ้งกับสมาชิกที่รออยู่ที่คังติ้ง ว่าเราสองคนคงไปช้ากว่าเวลาแน่ๆ ลองเอาตั๋วไปถามเจ้าหน้าที่ดูก็ถูกไล่ให้ไปนั่งรอพร้อมกับบอกเพียงว่าเที่ยวบินดีเลย์ หลังจากล่วงเลยมาเกือบครึ่งชั่วโมง ผู้โดยสารที่จะเดินทางสู่คังติ้งก็ถูกเรียกให้ไปขึ้นเครื่อง แค่นี้ผมเองก็โล่งอกขึ้นมาเยอะ เพราะที่กลัวจริงๆไม่ใช่เรื่องล่าช้า แต่กลัวเที่ยวบินถูกยกเลิกต่างหาก ถ้าได้เรียกขึ้นเครื่องก็หมายความว่าได้ไปแน่นอนแล้ว แต่ถึงกระนั้นเรายังตั้งไปนั่งรออยู่บนเครื่องนิ่งๆเกือบชั่วโมงเพราะการจราจรของสนามบินนานาชาติเฉิงตูในเวลานั้นหนาแน่นมาก เครื่องบินเข้าคิวรอกันเป็นแถวยาวเกือบสิบลำ

10Kangding

 

 

 

11Kangding

หลังจากการรอคอยอันยาวนาน เครื่องบินของสายการบินไชน่าอีสเทอร์นแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MU5851 ก็นำผมทยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทิ้งเมืองเฉิงตูเอาไว้เบื้องหลัง นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเป็นเพียงเมืองในหมอกเห็นเพียงลางๆ แต่เมื่อเครื่องบินไต่ระดับจนสูงพ้นเมฆหมอกอันหนาทึบ ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจก็บังเกิดเพราะเบื้องล่างที่มองออกไปนอกหน้าต่างคือทะเลหมอกผืนใหญ่ที่มองออกไปสุดลูกหูลูกตา โดยมียอดเขาหิมะสูงตระหง่านแทงยอดพ้นทะเลหมอกขึ้นมาเป็นแนวยาว ท้องฟ้าสีครามเข้มตัดกันกับสีของเทือกเขาและทะเลหมอก ดูงดงามจนผมต้องลุกขึ้นไปหยิบกล้องมาเก็บภาพ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะนอนพักเอาแรงแต่ภาพทิวเขางามๆอย่างนี้มิอาจทำให้อดใจได้ อันที่จริงก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้จากการเดินทางโดยเครื่องบินที่ต้องแลกกับราคาค่าตั๋วที่ไม่ถูกเอาเลย

เครื่องบินลำน้อยแตะรันเวย์สนามบินเมืองคังติ้งอย่างนุ่มนวลในเวลา 10.40น. ช้ากว่าเวลาหมายกำหนดการไปกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่พวกผมเตรียมการรองรับเอาไว้ตั้งแต่ช่วงวางแผนการเดินทาง ดังนั้นโปรแกรมในวันนี้จึงค่อนข้างหลวมๆ ไม่ต้องทำเวลามากนัก อันที่จริงพวกเราคิดกันถึงขั้นแผนสำรองกรณีเที่ยวบินยกเลิกว่าจะต้องหารถมาถึงคังติ้งกันได้อย่างไร เพราะจะพูดไป อะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งถ้าสภาพอากาศไม่อำนวยขึ้นมาเราคงไม่อยากให้การเดินทางครั้งนี้ล่มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ก็โชคดีที่ไม่ต้องใช้แผนสำรองนั้นครับ

12Kangding

สมาชิกทั้งหกมารอเราสองคนตั้งแต่ยังไม่ 9 โมงเช้า ผมเองรู้สึกโล่งใจที่ได้เจอกันครบซะที อีกทั้งการเดินทางต่อจากนี้ก็อุ่นใจขึ้นมาหน่อยที่มีพี่ขิงคอยเป็นทั้งล่าม เป็นทั้งคนจัดการในเรื่องต่างๆ ทั้งที่พัก ที่กิน พวกเรามีหน้าที่เพียงช่วยเหลือและช่วยตัดสินใจเท่านั้น ผมได้รับการแนะนำให้รู้จักกับอาช่าย คนขับรถที่จะนำพาเราไปตลอดตลอดการเดินทางในครั้งนี้ รถมินิบัสขนาด  15 ที่นั่งดูกว้างขวางสำหรับพวกเราที่มีเพียง 8 คน แต่หลังรถก็เต็มไปด้วยเสบียงกรังที่มีทั้งขนมาจากเมืองไทย และที่มาหาซื้อกันที่เมืองจีน เรียกได้ว่าไม่มีคำว่าอดครับสำหรับการเดินทางในครั้งนี้

ท้องฟ้าที่เมืองคังติ้งช่างแตกต่างจากเฉิงตูอย่างสิ้นเชิง ด้วยแสงแดดอันแรงกล้ากับฟ้าสีครามที่ไร้เมฆหมอกมาบดบัง และความสูงที่ต่างกันเกือบ 2000 เมตร ทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ท้องฟ้าขึ้นมาอีกเยอะเชียว นอกจากสภาพอากาศที่ต่างกันแล้ว อุณหภูมิภายนอกก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากเฉิงตูที่อากาศกำลังเย็นสบายพอดีๆ พอมาถึงที่นี่กลับต้องรีบหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่อย่างเต็มที่เพราะอากาศหนาวเย็นมากทั้งๆที่เป็นเวลากลางวัน ทุกครั้งที่โดนสายลมพัดก็ทำเอาสะท้านไปทั้งตัวเลยทีเดียว  หลังจากเก็บเป้ใบใหญ่ขึ้นหลังรถ เราก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อ จากคังติ้งเรามุ่งหน้าตะวันตกสู่เมืองหย่าเจียง (Yajiang) ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 150 กิโลเมตร แต่เป็นร้อยห้าสิบกิโลเมตรที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะถึงแม้สภาพถนนในช่วงนี้จะค่อนข้างดี แต่ด้วยหนทางที่คดเคี้ยวไปตามเทือกเขาสูงชันส่งผลให้รถมินิแวนของเราไม่สามารถทำความเร็วได้มากนัก เรียกว่าค่อยๆวิ่ง ค่อยๆเลาะไปเพื่อความปลอดภัยครับ

 

เส้นทางที่เรากำลังวิ่งอยู่นี้คือถนนหลวงสาย 318 ที่ทอดยาวในแนวตะวันออก-ตะวันตก โดยมีจุดเริ่มต้นจากชายฝั่งทะเลตะวันออกที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ก่อนจะมุ่งสู่ตะวันตกผ่านมณฑลเสฉวนเข้าสู่ทิเบตแล้วสุดทางที่เมืองจางมู่ (Zhangmu) เมืองชายแดนระหว่างเขตปกครองตนเองทิเบตกับเนปาล รวมระยะทางของถนนเส้นนี้ยาวมากกว่า 5,000 กิโลเมตร นอกจากนี้จากเมืองจางมู่ยังสามารถเดินทางผ่านเข้าสู่ประเทศเนปาล บนเส้นทางที่มีชื่อว่า ถนนแห่งมิตรภาพ ด้วยระยะทาง 115 กิโลเมตรสู่เมืองกาฏมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล สำหรับทางหลวงสาย 318 ในช่วงจากเสฉวนถึงทิเบตยังมีชื่อเรียกว่า ทางหลวงสายใต้ เสฉวน-ทิเบต (South Sichuan – Tibet Highway) ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้พวกผมคงใช้เส้นทางสาย 318เพียงบางส่วนเท่านั้นเพราะเมื่อถึงเมืองหลี่ถัง (Litang) ก่อนเข้าเขตปกครองตนเองทิเบต เราจะแยกลงทางใต้เพื่อเดินทางสู่อุทยานฯย่าติงต่อไปครับ

 

ซินตูเฉียว สรวงสวรรค์ของนักถ่ายภาพ

ทิวทัศน์สองข้างทางตั้งแต่ออกจากสนามบิน ดูแห้งแล้งด้วยปราศจากต้นไม้ใหญ่ มีเพียงทุ่งหญ้ากว้างและไม้พุ่มที่ขึ้นกระจายอยู่ประปราย บางช่วงสามารถมองเห็นทิวเขาอันกว้างไกลสุดสายตา ท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอกส่งผลให้แสงแดดแผดแรงจนผมต้องหยิบแว่นกันแดดมาสวม สภาพในขณะนี้ช่างเป็นอะไรที่ผมเองยังไม่ค่อยคุ้นชินนัก เพราะอากาศที่แห้งมาก แสงแดดที่แรงกล้าแต่กลับหนาวเหน็บ หนาวจนไม่อยากนึกว่านี่ขนาดเวลากลางวันที่แดดจัดอย่างนี้ แล้วเวลากลางคืนจะขนาดไหน

14XinDuQiao 13XinDuQiao

หลังจากเราเดินทางกันมาได้เกือบ 2 ชั่วโมงก็เริ่มเข้าเขตเมืองซินตูเฉียว (Xinduqiao) เมืองที่ได้รับสมญานามว่า “สรวงสวรรค์ของนักถ่ายภาพ” สาเหตุก็เนื่องจากความสวยงามของทัศนียภาพของเมืองนี้โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงที่ว่ากันว่างดงามนัก ผมเริ่มรู้สึกว่าเราเข้าสู่เขตซินตูเฉียวเมื่อสังเกตเห็นสองข้างทางเริ่มปรากฎไม้ใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนสี สองข้างถนนขณะเหลืองอร่ามจากใบไม้ที่กำลังผลัดใบ สีเหลืองของแนวไม้ตัดกับท้องฟ้าสีครามดูสวยจนผมต้องขอให้อาช่ายช่วยหยุดรถเพื่อลงไปเก็บภาพประทับใจนี้ไว้ อันที่จริงซินตูเฉียว เป็นเพียงเมืองขนาดเล็กที่ถ้าไม่สังเกตอาจนั่งรถเลยผ่านไปได้ แต่ด้วยธรรมชาติที่ประกอบด้วยลำธาร ทิวเขา และหมู่บ้านชาวทิเบต ทำให้ในวันนี้ซินตูเฉียวได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากที่เดินทางมาเก็บภาพความสวยงาม และเนื่องจากช่วงที่ผมเดินทางมานี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่สวยงามที่สุดของปีอันเนื่องมาจากต้นไม้น้อยใหญ่ต่างกำลังเปลี่ยนสีก่อนที่จะผลัดใบในเวลาอันใกล้

15XinDuQiao 16XinDuQiao

เราแวะทานข้าวกันที่ร้านอาหารข้างทางก่อนเข้าสู่ตัวเมือง อันที่จริงขณะนั้นผมยังไม่แน่ใจว่าเรามาถึงซินตูเฉียวแล้วจริงๆหรือ เพราะยังไม่ปรากฎความเป็นเมืองให้เห็นมานัก มีเพียงบ้านเรือนของชาวบ้านที่ปลูกกันกระจัดกระจายเท่านั้น ระหว่างนั่งรออาหารผมปลีกตัวออกมาเดินเล่นตามบ้านเรือนข้างทาง ผ่านคู่บ่าวสาวที่กำลังถ่ายรูปแต่งงานกันกลางทุ่งหญ้า ซึ่งดูจากอุปกรณ์และทีมงานที่พรั่งพร้อมแล้ว ผมเดาได้เลยว่าคงเดินทางกันมาจากเมืองใหญ่ ซึ่งจากการลองนับคร่าวๆ ระหว่างทางที่ผมเดินทางผ่านซินตูเฉียว ผมได้พบกับทีมงานถ่ายภาพแต่งงานไม่ต่ำกว่า 5 คู่ นี่ยังไม่นับทีมงานถ่ายแบบนิตยสารอีกหนึ่งกอง ทำให้ผมเช่ือจริงๆว่าเมืองเล็กๆอย่างซินตูเฉียวนี้ดังในเมืองจีนจริงๆ

17XinDuQiao 18XinDuQiao

ขณะที่ผมกำลังเดินกลับไปยังร้านอาหาร หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวทักทายผมด้วยภาษาจีนกลางจนผมต้องบอกไปว่่าผมพูดภาษาจีนไม่ได้ เธอจึงกล่าวทักทายมาเป็นภาษาอังกฤษซึ่งจากการพูดคุยกันทำให้ทราบว่าอาคารรูปทรงทิเบตที่อยู่ริมทางนี้ ที่แท้คือโรงแรมเปิดใหม่ที่หญิงสาวคนนี้ทำงานอยู่ โดยตัวเธอเองทำงานอยู่ที่สำนักงานที่เซี่ยงไฮ้แต่จะบินมาที่นี่เป็นระยะๆ สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าปัจจุบันความเจริญของทางฟากตะวันออก ได้เริ่มรุกคืบเข้ามาสู่ดินแดนในฝั่งตะวันตกมากขึ้นทุกที ซึ่งผมเองมิอาจตัดสินหรือทราบได้ว่าความเป็นไปที่เกิดขึ้นส่งผลอย่างไรกับคนท้องถิ่นที่นี่ บางคนอาจบอกว่าความเจริญที่เข้ามาจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่ดีขึ้น แต่บางคนอาจแย้งว่าความเจริญที่มากขึ้นก็เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนจากถิ่นอื่นอพยพโยกย้ายเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรกับคนท้องถิ่นมากขึ้น

19XinDuQiao 20TibetHighway

อาหารกลางวันมื้อนี้ของเราเป็นเมนูขาหมูครับ ซึ่งขาหมูที่นี่ใช้วิธีเสริฟกันมายกกะละมังมาเลยครับ ซึ่งเรื่องอาหารเราไม่ค่อยมีทางเลือกมานัก โดยมื้อแรกๆยังอาจจะตื่นเต้นกับรสชาติใหม่แต่พอผ่านไประยะหนึ่งก็ต้องอาศัยตัวช่วยจำพวกน้ำพริก หมูหยอง ปลากระป๋อง เพื่อให้เจริญอาหารมากขึ้นครับ เพราะการเดินทางเช่นนี้ สุขภาพเป็นเรื่องที่เราต่างให้ความสำคัญเพราะถ้าเกิดใครคนใดคนหนึ่งไม่สบายขึ้นมาแล้ว นอกจากจะทำให้หมดสนุกกันแล้วยังอาจทำให้แผนการเดินทางต้องรวนไปได้ครับ

พวกเราใช้เวลาอยู่ที่ซินตูเฉียวกันนานพอสมควร อันเนื่องมาจากวันนี้ไม่ต้องเร่งรีบอะไรมากนัก ผมจึงต้องกวนอาช่ายให้หยุดรถลงไปถ่ายรูปอยู่บ่อยๆ เราบอกลาซินตูเฉียวเพื่อมุ่งหน้าสู่หย่าเจียง สภาพถนนเมื่อออกจากซินตูเฉียวมามีสภาพไม่ค่อยดีนัก เส้นทางค่อนข้างแคบและขรุขระ เส้นทางบางช่วงต้องวิ่งอยู่ในหุบเขาที่ถูกขนาบข้างด้วยเขาสูงชัน ลำธารอันเชี่ยวกรากลัดเลาะไปพร้อมกับแนวถนน สิ่งหนึ่งที่แปลกของเมืองในแถบนี้ก็คือสภาพของตัวเมืองกับสภาพภายนอกที่แตกต่างกันลิบลับเรียกว่าพอขับรถมาท่ามกลางป่าเขาอันกันดาร อยู่ๆก็หลุดเข้าสู่่ตัวเมืองที่มีความเจริญพร้อมสรรพ ทั้งถนนหนทาง ตีกแถวเรียงราย ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ซึ่งหย่าเจียงคือหนึ่งในเมืองที่มีสภาพเช่นนี้ครับ หย่าเจียงเป็นเมืองพักกลางทางทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางสู่เต้าเฉิง-ย่าติง และทั้งบรรดารถบรรทุกสินค้าต่างๆที่มุ่งหน้ามาจากฝั่งตะวันออก

ที่นี่มีโรงแรมให้เลือกอยู่หลายแห่ง พวกเราส่งพี่ขิงและขาวอันเป็นสองคนที่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ลงไปเจรจาเรื่องโรงแรม ซึ่งหลังจากเดินเข้าออกอยู่สองสามที่ก็ได้ห้องพักราคาเหมาะสมเสียแต่ว่าต้องจอดรถข้างถนนซึ่งอาช่ายดูจะเป็นกังวลไม่น้อย อีกทั้งทางเข้าโรงแรมก็ดูลึกลับซับซ้อนกว่าจะขึ้นไปถึงห้องพัก แต่สภาพภายในก็สภาพใช้ได้ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก คืนนี้พวกผมเหนื่อยจนเกินกว่าจะเดินเที่ยวเล่นในเมืองหย่าเจียง เราจึงเลือกร้านบะหมี่ใกล้ๆกับที่พักสำหรับมื้อเย็นนี้ บะหมี่ร้อนๆชามโตช่วยเพิ่มพลังงานให้ได้เยอะ คืนนี้เราต่างแยกย้ายกันเข้านอนแต่หัววันเพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ เพื่อให้ไปถึงยังยื่อหวา (Riwa) เมืองสุดท้ายก่อนเข้าเขตอุทยานฯย่าติงตามที่เราวางแผนไว้ครับ