Yading Nature Reserve #1 Chengdu

70YadingHeader1

 เสฉวน ย่าติง กับการเดินทางที่เริ่มต้น

ถ้ามีใครตั้งคำถามว่า ฤดูกาลใดเป็นช่วงที่น่าหลงใหลมากที่สุด คำตอบของผมยากที่จะเจาะจงไปยังฤดูกาลใด

แต่ช่วงเวลาที่ทำให้ผมรู้สึกดีทุกครั้งกลับเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นสายลมอุ่นของลมว่าวในต้นฤดูร้อน หรือกลิ่นไอดินที่มาจากฝนแรกของฤดู และที่สร้างความตื่นเต้นได้ทุกรอบปีที่หมุนวนมา คือช่วงเวลาที่ลมหนาวแรกพัดโบกมาพร้อมกับความเหงาที่ดูเหมือนจะโดนพัดพามาพร้อมกับลมหนาว ซึ่่งช่วงเวลาที่ลมหนาวเริ่มพัดผ่านนี้เองที่ผมมักที่จะวางแผนออกเดินทาง เพราะการท่องธรรมชาติในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ คือเวลาที่จะได้สัมผัสกับสีสันป่าเขาลำเนาไพรที่ต่างอวดโฉมกันเต็มที่ก่อนที่จะต้องผลัดใบร่วงหล่นลงในฤดูหนาว และการเดินทางในครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมวาดแผนไว้อย่างมากมายสำหรับการเยือนเมืองจีนเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติอันงดงามในช่วงฤดูใบไม้ร่วง อันเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่จะได้สัมผัสความงามที่ธรรมชาติสรรสร้างขึ้น

01Chengdu

จุดหมายแรกของผมอยู่ทางทิศเหนือของมณฑลเสฉวน ณ สถานที่ยอดนิยมนั่นคือ “จิ่วไจ้โกว” อุทยานสวรรค์ที่ใครๆหลงใหล และเมื่อหาข้อมูลเพิ่มขึ้น สถานที่ต่างๆก็ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อุทยานฯย่าติง ที่ผมเคยพลาดไปเมื่อการเดินทางในครั้งก่อน ซึ่งเมื่อวางแผนรวมสองสถานที่นี้เข้าด้วยกัน ทำให้ระยะเวลาที่มีเกือบทั้งหมดต้องเสียไปกับการเดินทางบนรถที่ค่อนข้างกระชั้น เหลือเวลาไว้ให้ซึมซับกับความสวยงามของอุทยานฯทั้งสองไม่มากอย่างที่ใจอยากให้เป็น อีกทั้งบริเวณใกล้เคียงจิ่วไจ้โกว ก็ยังมีสถานที่หลายแห่งที่น่าสนใจอีกมาก แต่ติดปํญหาตรงที่การเดินทางค่อนข้างลำบาก เพราะจนถึงปัจจุบันถนนหนทางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวยังคงซ่อมแซมไม่เสร็จสิ้น ทำให้สุดท้ายแล้วผมเองต้องจำใจตัด จิ่วไจ้โกว ออกไปสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ เพราะคิดว่าจะกลับมาเยือนจิ่วไจ้โกวเมื่อวันที่ถนนหนทางได้รับการปรับปรุงเรียบร้อย เพื่อจะได้เยือนอุนยานฯอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกันด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ จุดหมายหลักของการเดินทางในครั้งนี้จึงอยู่ที่ อุทยานแห่งชาติย่าติง ดินแดนที่เต็มไปด้วยเทือกเขาหิมะสูงเสียดฟ้า ป่าสน ทะเลสาบ ธารน้ำแข็ง และที่สำคัญคือดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต เป็นเวลาช้านานมาแล้วที่ชาวทิเบตต่างเดินทางแสวงบุญมายังย่าติงด้วยแรงศรัทธาและความเชื่อที่ว่าดินแดนแห่งนี้เป็นที่สิงสถิตย์ของเหล่าทวยเทพ นอกจากนี้ที่นี่ครั้งหนึ่งยังเคยเป็นจุดหมายปลายทางของ โจเซฟ ร็อค นักเดินทางและนักสำรวจชาวออสเตรียน-อเมริกันที่ได้เดินทางมาสำรวจย่าติง และดินแดนในแถบรอยต่อมณฑลยูนนานและเสฉวน ก่อนที่จะนำเอาความงดงามของดินแดนแถบนี้มาเผยแพร่สู่ชาวโลก จนเป็นแรงบันดาลใจให้ เจมส์ ฮิวตัน นักเขียนชาวอังกฤษได้นำไปใช้ในนิยาย “Lost Horizon” ที่อ้างถึงดินแดนอัน งดงาม สงบสุข ที่มีชื่อว่า “แชงกรีลา”

การเดินทางในครั้งนี้เรามีสมาชิกร่วมทางกันถึง 8 คน นับเป็นจำนวนมากที่สุดสำหรับการเดินทางในต่างประเทศที่ไปกันเอง ส่วนใหญ่ก็เป็นหน้าเดิมๆที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว โดยในครั้งนี้เรามอบหมายให้พี่ขิงที่เชี่ยวชาญภาษาจีนในระดับที่คนจีนจับไม่ได้ว่าเป็นคนต่างประเทศ มาเป็นทั้งล่าม และคนติดต่อเรืองรถรา ที่พัก รวมถึงเป็นเหรัญญิกควบอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย โดยแผนการคร่าวๆคือเริ่มจากเมืองเฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน เราจะเช่ารถมินิบัสพร้อมคนขับเดินทางมุ่งหน้าตะวันตกไปตามเส้นทางที่เรียกว่า ถนนสายเสฉวน-ทิเบตเส้นใต้ ก่อนจะวกลงใต้เพื่อไปยังอุทยานฯย่าติง แล้ววนขึ้นเหนือ สู่ถนนสายเสฉวน-ทิเบตเส้นเหนือ ก่อนจะวกกลับเขาเฉิงตู โดยแวะเที่ยวตามเมืองรายทางตลอดเส้นทาง ซึ่งอันที่จริงพวกเราทำการลอกแผนการเดินทางนี้จากโปรแกรมทัวร์แห่งหนึ่งในเมืองจีน ซึ่งในการเดินทางจริงจะเป็นไปได้ตามแผนหรือไม่คงต้องติดตามกันต่อครับ

02Chengdu

สิ่งที่สร้างความกังวลกับการเดินทางครั้งนี้เริ่มต้ังแต่การติดต่อรถมินิบัส ที่มักมาพร้อมคำถามว่าจะไปทางสายเหนือทำไม เพราะในสายตาคนจีน ดินแดนแถบนั้นค่อนข้างที่จะเป็นดินแดนบ้านป่าเมืองเถื่อน ถนนหนทางก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก รวมถึงเคยมีข่าวจี้ปล้นรถนักท่องเที่ยวอยู่เนืองๆ แต่สุดท้ายพวกเราก็ยืนยันที่จะยังคงแผนเดิม โดยต้องแลกมากับค่ารถที่แพงกว่าเส้นทางปกติ ซึ่งถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางใดๆก็คงดูกันที่สถานการณ์ข้างหน้าเอาครับ ดังนั้นการเดินทางในครั้งนี้จะไม่มีการจองโรงแรมใดๆทั้งสิ้นยกเว้นคืนแรกที่มาถึงเมืองเฉิงตู

ถ้าเทียบกับการเดินทางครั้งอื่นๆแล้ว ผมพูดได้เต็มปากว่าเป็นการเดินทางที่ผมมีข้อมูลในเรื่องสถานที่เที่ยวน้อยมาก เนื่องจากข้อมูลท่องเที่ยวภาษาอังกฤษในอินเตอร์เนตของเมืองในแถบเสฉวนตะวันตกมีไม่มากนัก ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายๆแหล่งมาปะติดปะต่อกัน แต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่จะเป็นการเที่ยวชมทัศนียภาพสองข้างทางและเมืองเล็กๆตามรายทางมากกว่า และถึงแม้ข้อมูลท่องเที่ยวจะเตรียมมาน้อย แต่สิ่งที่เตรียมมาเยอะก็คือเรื่องอาหารการกินที่ยกกันมาหลายกระเป๋าจนเต็มหลังรถ รวมถึงการเตรียมตัวในเรื่องการเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคป่วยความสูง ที่ก่อนเดินทางพวกเราต้องถกเถียงกันอยู่นานถึงจุดหมายในแต่ละวัน เพราะไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนความสูงเร็วจนเกินไปนัก อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงความสูงของเมืองที่ค้างแรมในแต่ละคืนว่าไม่ควรเกิน 3000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง รวมถึงยาแก้อาการป่วยความสูงที่แจกจ่ายให้กินกันทุกคน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าเกิดใครป่วยขึ้นมาแล้ว คงไม่ใช่เรื่องสนุกที่ต้องหาโรงพยาบาลในพื้นที่ชนบทห่างไกลขนาดนี้

 

กว่าแผนการเดินทางจะลงตัวพวกเราก็ใช้เวลาไปกว่า 2 เดือนโดยปัญหาที่ต้องเจอเป็นประจำในการเดินทางระยะเวลาหลายวันก็คือสมาชิกบางคนมีวันลาหยุดไม่พอ ซึ่งคราวนี้ผมเองก็มีปัญหานี้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องแก้ไขด้วยการให้คนที่พร้อมเดินทางออกเดินทงโดยรถยนต์จากเฉิงตูไปก่อน แล้วผมกับน้องแหม่มซึ่งต้องออกเดินทางล่าช้าไปสองวัน ทำการบินไปดักรอที่เมืองคังติ้งซึ่งเป็นเมืองทางผ่าน ก่อนเดินทางร่วมกันต่อไป ทำให้อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือโทรศัพท์ที่จะใช้สื่อสารกันระหว่างที่อยู่เมืองจีน เพราะถึงแม้จะนัดแนะกันล่วงหน้าแต่ความไม่แน่นอนก็ยังมีสูง ไม่ว่าจะเป็นผ่ายที่เดินทางไปก่อน หรือฝ่ายผมที่ตามไปทีหลัง เพราะถ้าคลาดกันคงทำให้โปรแกรมทั้งหมดรวนไปอย่างไม่น่าจะเป็น แต่อย่างไรก็ตาม อนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา เพียงแค่เราเตรียมตัวให้ดีที่สุด เมื่อถึงเวลานั้นจะเป็นอย่างไรก็ค่อยแก้กันไปครับ

 

มหานครเฉิงตู

เวลาสายของวันเดินทาง ผมและแหม่มกำลังนั่งรอขึ้นเครื่องสายการบินไทยที่จะมุ่งหน้าสู่เมืองเฉิงตู ในใจก็นึกถึงว่าป่านนี้พรรคพวกที่เหลือคงกำลังเที่ยวกันอยู่แถวเมืองคังติ้งรอเวลาที่จะได้มาพบกันในวันรุ่งขึ้น เที่ยวบินกรุงเทพฯ-เฉิงตูใช้เวลาในการเดินทางเพียงประมาณ 3 ชั่วโมงเรียกว่ายังไม่ทันงีบหลับก็จะถึงเสียแล้ว แต่กว่าที่เราทั้งสองจะออกจากอาคารสนามบินนานาชาติซวงหลิวแห่งนครเฉิงตู ก็ล่วงเข้าบ่ายแก่ นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปเราสองคนต้องเอาตัวรอดในการสื่อสารกับคนที่นี่ให้ได้ เพราะภาษาจีนกลางของเราทั้งสองเรียกได้ว่าแทบจะเป็นศูนย์ แต่อย่างน้อยก็ยังอุ่นใจได้ว่าโฮสเทลที่ผมจองมามีแจ้งไว้ชัดเจนว่าพนักงานที่นี่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้

04Chengdu

คนขับแท๊กซี่มิเตอร์ที่รับเราจากสนามบินเป็นสาวใหญ่ท่าทางทะมัดทะแมง ระหว่างทางเจ๊พยายามชวนเราสองคนคุยหลายครั้งแต่ก็สื่อสารกันไม่เข้าใจ ผมเองทำได้เพียงยื่นรายละเอียดของโฮสเทลให้ไปเท่านั้น และคงต้องฝากความหวังไว้กับเจ๊ที่จะนำพาเราไปให้ถึงจุดหมาย ถนนหนทางเมื่อออกจากสนามบินดูกว้างขวางใหญ่โต ตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่เรียงรายทั้งสองฟากถนน สภาพอากาศของเมืองเฉิงตูในวันนี้ดูทมึนทึมเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน เมฆหมอกที่ปกคลุมเต็มท้องฟ้าทำให้มองแทบไม่เห็นดวงตะวัน เมื่อแท็กซี่วิ่งเข้าสู่ย่านใจกลางเมือง รถราเริ่มหนาแน่นขึ้นเป็นลำดับ เราวิ่งผ่านแยกแล้วแยกเล่าจนผมมิอาจจำทิศทางได้อีกต่อไป เฉิงตูที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าคือเมืองใหญ่ที่พลุกพล่านทั้งการจราจรและผู้คนที่เดินกันเต็มสองฝั่งถนน สมแล้วกับการเป็นเมืองหลวงของมณฑลเสฉวน และเป็นมหานครใหญ่ที่มีประชากรถึง 10 ล้านคนอาศัยอยู่ เฉิงตูได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางในหลายๆด้าน ทั้งระบบคมนาคมขนส่ง ระบบการสื่อสาร รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศจีนในแถบตะวันตกอีกด้วย

จากที่นั่งชมบรรยากาศภาพนอกอย่างเงียบๆ ผมเหลือบไปเห็นอาการของเจ๊คนขับที่ดูกระวนกระวายหาทิศทางไม่ถูก พร้อมๆกับหยิบเอกสารโรงแรมมาดูเป็นระยะๆ ทำให้ผมสามารถเดาได้ว่าท่าทางเราจะหลงให้แล้ว แต่ความพยายามของเจ๊แกก็มีมากเหลือ ทั้งขับเลี้ยวเข้าซอยนู้นซอยนี้ ทั้งหยุดตะโกนถามคนคนข้างถนน จนในที่สุดเราก็มาถึง Loft Hostel ในเวลาที่ตัวเลขบนหน้าปัดมิเตอร์แสดงไว้ 75 หยวน เราขนของลงจากท้ายรถ ก่อนจะยื่นค่าโดยสารให้ 80 หยวนพร้อมกับแสดงท่าทีว่าไม่ต้องทอน เพราะอยากขอบคุณที่เจ๊พยายามพาเราจนมาถึง แต่เจ๊แกกลับไม่ยอม คะยั้นคะยอที่จะคืนเงินทอนให้ได้ เราจึงต้องรับคืนมาพร้อมๆกับคาดเดาว่าเจ๊แกคงรู้สึกผิดที่พาเราหลงจนมิเตอร์วิ่งมาถึง 75 หยวน ก็เป็นไปได้

The Loft Hostelอันเป็นที่พักคืนนี้ของเราเป็นอาคารที่ตกแต่งแบบดิบๆแต่มีสไตล์ อาคารหลังนี้ในอดีดเป็นโรงพิมพ์ที่ปิดตัวลงแล้วถูกดัดแปลงขึ้นมาใหม่เป็นโฮสเทลต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก เจ้าหน้าที่สาวที่นี่สื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ผมจึงถือโอกาสสอบถามทั้งสถานที่เที่ยวในเย็นนี้ ทั้งเรื่องโชว์เปลี่ยนหน้ากาก และเรื่องรถที่จะพาเราไปสนามบินในวันรุ่งขึ้น ซึ่งหลังจากคุยเรียบร้อยก็เป็นอันว่าเราใช้บริการจากที่นี่เกือบทั้งหมด

ในเวลา 2 ทุ่มของคืนนี้ จะมีรถมารับเราไปดูอุปรากรเสฉวนอันลือชื่อของเมืองเฉิงตู แต่ก่อนอื่นใดเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินเที่ยวเมืองเฉิงตูกัน โดยจุดหมายแรกอยู่ที่ย่าน Kuanzhai ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก ย่าน Kuanzhai เป็นย่านเก่าแก่ที่เรียงรายไปด้วยอาคารโบราณอายุหลายร้อยปี ปัจจุบันอาคารเหล่านี้ได้รับการอนุรักษ์และปรับแต่งมาเป็นร้านขายของและร้านอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยว

03Chengdu

ผมเดินผ่านอาคารหลายหลังที่กำลังอยู่ในช่วงของการบูรณะ ผ้าใบผืนใหญ่ปิดทึบตัวอาคารมองเห็นเพียงภาพบนผืนผ้าใบที่แสดงถึงแบบแปลนของตัวอาคารเมื่อปรับปรุงเสร็จสิ้น ผมเองไม่อาจตอบได้ว่าการปล่อยให้อาคารเก่าโบราณทรุดโทรมลงตามกาลเวลา หรือการปรับปรุงขึ้นใหม่เพื่อเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวแต่ต้องสูญเสียจิดวิญญาณของสถานที่อันเก่าแก่ อย่างไหนจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ากัน ตลอดเส้นทางภายในตรอกเล็กตรอกน้อยของย่าน Kuanzhai เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ ร้านรวงต่างๆดูคึกคักท่ามกลางบรรยากาศของอาคารเก่าที่ผมเองเดินจากมาพร้อมความรู้สึกที่ว่าอย่างน้อยก็ยังดีที่อาคารเหล่านี้ยังถูกอนุรักษ์เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้พบเห็น ดีกว่าที่จะถูกทุบทำลายเพื่อสร้างเป็นอาคารสมัยใหม่ที่กลืนกินรากเหง้าในอดีตอย่างหมดสิ้น

เป็นเวลาเย็นย่ำเต็มทีเมื่อผมออกจากย่าน Kuanzhai วันนี้คงไม่ได้ไปยังวัดเก่าแก่หลายๆแห่งภายในเมือง เพราะรีเซฟชั่นสาวที่โฮสเทลบอกกับเราว่าวันนี้ต้องกลับมาขึ้นรถไปดูโชว์ตอนสองทุ่ม  ดังนั้นสิ่งที่ทำได้นอกจากเดินเล่นย่าน Kuanzhai แล้ว คงไปไหนได้ไม่ไกลซึ่งอีกสถานที่หนึ่งที่รีเซฟชั่นสาวแนะนำก็คือสวนสาธารณะ People’s Park ที่เป็นสวนสาธารณะใจกลางเมือง ซึ่งในขณะนี้มีการจัดเทศกาลดอกเบญจมาศ โดยมีการจัดแสดงดอกเบญจมาศหลากพันธุ์ให้ชม นอกจากเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแล้ว สวนแห่งนี้ยังมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ ด้วยในปี ค.ศ.1911 สวนแห่งนี้ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุมประท้วงรัฐบาลในสมัยราชวงศ์ชิงที่มอบสัมปทานการก่อสร้างทางรถไฟให้กับต่างชาติ การประท้วงในครั้งนี้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างใหญ่หลวง จนนำมาซึ่งการล้มล้างราชวงศ์ชิงในที่สุด ปัจจุบันภายในสวนยังคงปรากฎอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ด้วยที่ตั้งของสวนที่อยู่ใจกลางเมือง ดังนั้นในเวลาเย็นย่ำเช่นนี้ จึงคลาคล่ำไปด้วยชาวเมืองหลากหลายวัยต่างมาทำกิจกรรมกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณตาคุณยายมาตั้งโต๊ะร้องเพลงกัน หรือคุณป้ากลุ่มใหญ่ที่มารำไทเก็กกัน และที่ขาดไม่ได้คือบรรดาเด็กๆที่มาวิ่งเล่นส่งเสียงกันเกรียวกราวภายในสวน

05Chengdu

จากสวน People’s Park เดินเลยออกมาไม่ไกลนักก็จะถึง Tianfu Square จัตุรัสกลางเมืองที่ครั้งหนึ่งคือพระราชวังหลวง แต่น่าเสียดายที่ถูกทำลายลงในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ปัจจุบันลานกว้างแห่งนี่ ด้านหนึ่งเรียงรายไปด้วยตึกระฟ้าสูงใหญ่ ส่วนอีกด้านคืออนุสาวรีย์เหมาเจ๋อตุงที่ยืนเด่นสง่าอยู่อีกฝั่งตรงข้าม ผมกับแหม่มเดินผ่านอนุสาวรีย์เหมาเจ๋อตุงท่ามกลางทหารที่เดินตรวจรักษาความปลอดภัย เป็นจำนวนมาก ท้องฟ้าขณะนั้นเริ่มมืดมิด พร้อมๆกับอากาศที่เริ่มเย็นลงกว่าเดิม หมอกจางๆยังคงปกคลุมไปทั่วเมือง ผมเลือกที่จะเดินกลับโฮสเทลเพราะยังพอมีเวลา อีกทั้งการเดินไปตามท้องถนนก็ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของชาวเมืองเฉิงตูได้ใกล้ชิดอีกด้วย แต่กว่าจะไปถึงโฮสเทลก็ทำเอาแทบหมดแรง เพราะจากแผนที่ที่ดูไม่ไกลนักแต่พอเดินจริงกลับไม่ใกล้อย่างที่คิด มิหนำซ้ำยังหลงทางอีกต่างหาก

ระหว่างที่รอขึ้นรถ เราเลือกร้านอาหารเล็กๆใกล้โฮสเทลเป็นที่พึ่งสำหรับมื้อเย็นนี้ เพราะดูแล้วน่าจะมีเมนูภาษาอังกฤษ ซึ่งดูแล้วไม่มีอะไรให้เลือกมากนัก สุดท้ายก็มาจบที่ข้าวผัด อาหารง่ายและปลอดภัยสุด คืนนี้ขอให้เอาตัวรอดไปก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไปอาศัยพี่ขิงคอยเป็นล่ามให้ครับ

06Chengdu

รถมินิแวนคันเล็กมาจอดรับเราเมื่อเวลาสองทุ่ม ภายในรถมีฝรั่งอยู่หนึ่งคนที่คนขับไปรับมาก่อนหน้านี้ ระยะทางจากโฮสเทลถึงโรงละครถึงแม้จะไม่ไกลกันนัก แต่ก็ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงด้วยสาเหตุของการจราจรอันหนาแน่นทั้งๆที่เลยสองทุ่มไปแล้ว พอไปถึงโรงละคร เจ้าหน้าที่ก็นำเราไปยังเก้าอี้นั่งแถวหน้าสุด เรียกว่าเห็นกันชัดๆไปเลย ผู้คนเริ่มทยอยกันเข้ามายังภายในโรงละคร ส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์ที่มากันเป็นกลุ่มๆ การแสดงเริ่มขึ้นเมื่อพิธีกรสาวออกมาทักทายทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ การแสดงแต่ละชุดบ่งบอกถึงวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดมอย่างยาวนาน ทั้งการแสดงงิ้ว การแสดงเดี่ยวซอจีน การแสดงหุ่นกระบอก และการร่ายรำในลีลาต่างๆ ซึ่งการแสดงส่วนใหญ่เรียกเสียบปรบมือกันเกรียว แต่การแสดงที่ทุกคนเฝ้ารอคือการแสดงโชว์เปลี่ยนหน้ากาก ที่ผู้แสดงแต่ละคนสามารถเปลี่ยนหน้ากากเป็นสีต่างๆได้ในชั่วพริบตา เรียกว่าขนาดผมอยู่แถวหน้าสุดยังไม่สามารถมองเห็นว่านักแสดงทำได้อย่างไร ซึ่งสีแต่ละสีของหน้ากากใช้เป็นส่วนหนึ่งของการบ่งบอกอารมณ์ของตัวแสดงในขณะนั้น การแสดงเปลี่ยนหน้ากากนี้เป็นการแสดงที่ถือกำเนิดมาเมื่อกว่า 300 ปีมาแล้ว โดยเคล็ดลับในการเปลี่ยนหน้าการถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ถ่ายทอดกันภายในครอบครัวเท่านั้น ดังนั้นจวบจนปัจจุบัน จึงยังมีคนจำนวนไม่มากนักที่รับรู้ถึงกลวิธีในการแสดงชุดนี้

07Chengdu

หลังจากเก็บเกี่ยวความสุขจากการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจ พวกเราก็ได้เวลาบอกลาเมื่อนักแสดงทุกคนออกมาขอบคุณผู้ชมที่หน้าเวที ผมเดินออกมาจากโรงละครพร้อมกับฝูงชนจำนวนมาก คนขับรถมินิแวนมายืนรอรับเราที่จุดนัดหมาย ขากลับสู่โฮสเทลใช้เวลาไม่นานนัก เนื่องจากเป็นเวลาดึกแล้ว รถราค่อนข้างบางตาลงมาก ความรู้สึกของผมจากการได้สัมผัสเฉิงตูในระยะเวลาสั้นๆ คือเมืองใหญ่ที่ถึงแม้จะดูพลุกพล่านแต่ก็ไม่รู้สึกว่าอันตรายหรือไม่ปลอดภัย อาจเป็นเพราะเราดูกลมกลืนไปกับคนที่นี่จะไม่กลายเป็นจุดสนใจก็เป็นไปได้ครับ

คืนนี้ผมหลับสบายบนเตียงนุ่มๆ พร้อมตั้งเวลาปลุกจากมือถือไว้ที่ตี 5 ครึ่ง เพราะนัดรถมารับตอน 6 โมงเช้าเพื่อไปให้ทันเที่ยวบินไปคังติ้งตอน 8.40 น. ที่นัดแต่เช้าเพราะกลัวทั้งการจราจร และกลัวเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ เพราะถ้าเกิดไม่สามารถบินไปเจอสมาชิกที่เหลือได้ การเดินทางครั้งนี้คงต้องวุ่นวายแน่ๆ

08Chengdu